| Phanuphon 的个人资料my space照片日志列表 | 帮助 |
|
12月26日 The curious case of Benjamin Button (pdf) One thing I always do before watching a movie is finding out whether the movie was adapted from a book. If it was, I would try to read the story in the original format first. Same thing happened to the movie which is about to release very soon. The curious case of Benjamin Button, directed by one of my favorite directors of all time: David Fincher, based on the short story with same name written by F.Scott Fitzgerald. Here's the link to the pdf file. Enjoy. 12月21日 Man on Wire ชีวิตที่เดินอยู่บนเส้นด้ายIt was a crime. Incredibly Risky. Highly Illegal.....Definitely crazy
วันก่อนเข้า imdb ปรากฏว่าเรื่อง Man on Wire ยังฉายอยู่ที่ Landmark Sunshine Theatre อยู่เลยสงสัยว่าทำไมมันยังอยู่วะเนี่ย ตูไปดูมาได้สามเดือนแระ แถมหนังมันเข้าก่อนจะไปดูได้สองเดือนมั้ง จะครึ่งปีแระ ยังไม่มีวี่แววว่าจะออก สันนิษฐานว่าหนังคงดีจิงๆ ไม่ทาง Landmark ก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาฉายเลยปล่อยฉายยาวขนาดนี้
ว่าแล้วก็ขอเล่าถึงหนังเรื่องนี้หน่อยในฐานะที่เป็นหนังเรื่องล่าสุดที่ไปดูในโรงมา (ก็แน่สิ ตอนนั้นหาบิทโหลดไม่ได้นี่หว่า) และต้องออกตัวว่าหนังเรื่องนี้จะลดความสนุกไปพอสมควรถ้าไม่เคยมานิวยอร์ค และไม่เคยเห็นตึก WTC ซึ่งจริงๆก็ไม่เคยเห็นหรอก เห็นแต่ Ground Zero นับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่การเคยอยู่ในบริเวณที่เคยเกิดเหตุมันได้อารมณ์กับการดูหนังมากกว่าจิงๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังเรื่องอะไรก็ตาม
ความอยากดูหนังสารคดีเรื่องนี้มาจากการที่เข้าไปดู rating ที่ Rottentomatoes.com แล้วเจอหนังอยู่เรื่องนึงซึ่งได้ rating 100% จากนักวิจารณ์เกือบ 100 คน ซึ่งนับว่าสุดยอดมาก เพราะขนาด Wall-E กะ Dark Knight ยังได้ 90 กว่าๆเลย แล้วมรึงเป็นครายถึงบังอาจได้ 100% (สามเดือนให้หลังจากที่ดูก็ยัง 100 อยู่) เลยเข้าไปดูหนังตัวอย่างซะ แล้วก็โดนเข้าให้ รีบขวนขวายหาโรงฉายแทบไม่ทัน
หนังเล่าเรื่องราวของนักกายกรรมไต่ลวดชาวฝรั่งเศส Philip Petit และกลุ่มเพื่อนที่สร้างวีรกรรมที่ลักลอบนำเคเบิลหนักรวมกว่า 2 ตันไปขึงระหว่างตึก WTC และเดินไปกลับ 8 รอบเป็นเวลา 45 นาทีจนเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลกในปี 1974 และได้รับการขนานนามว่าเป็น The artistic crime of the century โดยหนังเล่าถึงแรงบันดาลใจของตัว Petit เอง การวางแผนที่นานถึง 6 ปี เริ่มตั้งแต่ตึกยังไม่ถูกสร้าง และนำคนดูไปรู้จักกับบุคลิกของ Petit ผ่านทางมุมมองของตัว Petit เองที่เป็นคนชอบความท้าทายและทะเยอทะยาน รวมไปถึงมุมมองจากคนรอบข้างที่มองเห็นเขาเป็นคนที่มีเอกลักษณ์และความโดดเด่น มากกว่าจะมองว่าเขาเป็นไอ้บ้าตัวนึง แถมยังมีการจำลองเหตุการณ์บางตอนขึ้นมาใหม่ให้ผู้ชมได้รับรู้ถึงรายละเอียดและเข้าใจ
เหตุการณ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
หนึ่งในความสุดยอดของหนังสารคดีเรื่องนี้คือการเล่าเรื่อง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำภาพยนตร์ ตัวเนื้อเรื่องและเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นไปแล้วและทุกคนก็รู้จักเป็นอย่างดี แต่ความท้าทายอยู่ตรงที่จะเล่าเรื่องที่ทุกคนรู้อยู่แล้วให้น่าสนใจและน่าติดตามอย่างไร แง่มุมไหนที่จะสามารถดึงออกมารองรับเรื่องราวและผลักดันเนื้อเรื่องให้ดำเนินไปได้อย่างไม่ติดขัด ซึ่งหนังเรื่องนี้ตอบโจทย์นี้ได้อย่างสมบูรณ์
และที่สำคัญหนังได้เล่าที่มาที่ไปของตัวละครหลักสำคัญตัวจริงของเรื่องนั่นก็คือตัวตึก WTC เองให้คนดูได้รู้จักไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวขณะก่อสร้าง จำลองโครงสร้างภายในบางส่วนขึ้นมาใหม่ และนำเอาฟุตเทจเก่าๆของตัวตึกมาให้ตัดสลับกับเหตุการณ์ปัจจุบันได้อย่างกลมกลืน ทำให้คนดูได้รับรู้ถึงสภาพและลักษณะของตึกที่มีผลต่อภารกิจเสี่ยงตายของ Petit ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นลิฟท์ บันได บริเวณดาดฟ้า ทางเข้าบริเวณ Lobbyนอกจากบทสรุปในตอนท้ายนั้นจะตอบคำถามของคนหลายๆคนที่นอกจากจะอยากรู้ว่า Petit ทำได้อย่างไรแล้ว ยังเป็นการให้ความกระจ่างให้กับคำตอบของคำถามที่ยิ่งใหญ่กว่าและเป็นดูเหมือนจะเป็นคำถามเดียวที่ Petit ถูกถามโดยผู้สื่อข่าวทุกสำนักที่มารอทำข่าวขณะถูกควบคุมลงมาจากตึกว่า "ทำลงไปทำไม"
ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือหนังไม่ได้พูดถึงเหตุการณ์ 9/11 เลยแม้แต่นิดเดียว
สุดท้ายก่อนจบบทความวันนี้ขอเอาคำของ Philip มาปล่อยซะหน่อย ซึ่งเป็นประโยคที่อยู่ใน Trailer และถือได้ว่าเป็น Theme ที่แท้จริงของหนังสารคดีเรื่องนี้
"Life should be lived on the edge. See every day as a true challenge and then you live your life on a tightrope"
6月13日 Stuck In A Moment You Can't Get Out Of.... 5月6日 สะบายดีในที่สุดการรอคอยก็หดสั้นลง พร้อมกับความทรงจำที่ยาวนานที่ย้อนกลับมาแล่นในสมองอีกครั้งหลังจากที่ได้ดูหนังตัวอย่างเรื่อง สะบายดี หลวงพระบาง
ย้อนกลับไปประมาณเดือนธันวาคม ปี 2005 ก่อนจะต้องระเห็จมาอยู่ที่นี่ ด้วยความที่ไม่เคยออกนอกประเทศมาก่อนเลย เลยตั้งใจว่าจะแบ็กแพ็คไปลาวคนเดียวซักอาทิตย์นึงด้วยงบประมาณ 5000 บาท รวมค่าเดินทางและกินอยู่เสร็จสรรพ วางแผนเป็นอย่างดี พร้อมซื้อหนังสือไกด์และฝึกพูดลาวหรือเว่าอีสานอยู่เป็นนาน(ตั้ง1 อาทิตย์)
เล่าให้เพื่อนเป็ดฟัง มันเลยสนใจอยากไปด้วย เลยกลายเป็นทริปคู่หูดูโอ
เริ่มต้นเดินทางด้วยการนั่งรถทัวร์ไปที่เชียงรายก่อนเพื่อเยี่ยมหมู่บ้านกระจกเงาที่เคยมาออกค่ายสองครั้งเป็นเวลาสองวัน จากเชียงรายนั่งรถต่อไปที่ท่าทรายเพื่อขึ้นเรือล่องโขงลงมายังหลวงพระบาง อยู่ที่หลวงพระบางประมาณสองสามคืนก่อนนั่งรถมาที่วังเวียง แล้วก็ต่อรถหวานเย็นมาที่เวียงจันทร์ ค้างที่เวียงจันทร์ แล้วค่อยข้ามสะพานมิตรภาพหนองคายมาขึ้นเครื่องบินที่อุดรกลับกรุงเทพ
ดูหนังตัวอย่างแล้วก็นึกถึงหลายๆที่ที่เคยแวะไป ไม่ว่าจะเป็นวัด ตลาดกลางคืน(ตลาดมืด)ที่หลวงพระบาง ประตูชัยที่เวียงจันทร์ ฯลฯ รวมถึงวีรเวรกรรมเล็กๆระหว่างทาง
เสียดายอยู่นี่คงได้แต่รอดูวีซีดีหลังหนังออกโรง แล้วก็รอคอยให้เวลาที่นี่เดินเร็วๆ เผื่อว่าวันนึงจะได้กลับเมืองไทยแล้วค่อยไปเยือนลาวอีก
การเดินทางทำให้คนเราเติบโตได้จริงๆ
5月4日 The Last Lectureวันนี้เข้า amazon.com แล้วก็เพิ่งสังเกตว่าหนังสือที่ขึ้นอันดับหนึ่งมาตั้งแต่เดือนมีนาคมมีชื่อว่า The Last Lecture ก็เลยสงสัยว่าทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงอยู่ในอันดับได้ถึงสองเดือน ดูชื่อคนเขียนถึงได้จำได้และเข้าใจ ที่แท้ก็ Randy Pausch นี่เอง
สำหรับคนที่ไม่รู้จัก...
Prof Randy Pausch เป็นอาจารย์ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่ Carnegie Mellon University หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีภาควิชา Computer Science ที่ดีที่สุดในโลก เดือนสิงหาคมปี 2007 หมอตรวจพบว่าเค้าเป็นมะเร็งในตับที่เรียกว่า Terminal Pancreatic Cancer และจะมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน
วันที่ 19 กันยายนปีเดียวกัน เขาเลคเชอร์ครั้งสุดท้ายเป็นการสั่งลา พูดถึงการสร้างแรงบันดาลใจและการเติมเต็มให้ความฝันในวัยเยาว์ คลิปวีดีโอถูกอัพโหลดขึ้นอินเตอร์เนทมีคนดูหลายล้านคน หนังสือ รายการทีวีต่างรุมสัมภาษณ์ เขากลายเป็นคนดังไปในทันที
คนที่สนใจเข้าไปดูได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=ji5_MqicxSo อันนี้เป็น version 76 นาที ส่วนเวอร์ชั่นเต็มประมาณ 106 นาทีที่รวมพิธีมอบของและให้กำลังใจประมาณ 20 นาทีดูไปตอนเดือนกันยาปี 2007 ไม่รู้หายไปไหนแล้ว
อีกอันนึงขอแถม เป็นคลิปวีดีโอที่ Steve Jobs กล่าวสุนทรพจน์ที่งานพีธีการจบการศึกษาที่ Stamford University ปี 2005 ซึ่งหลายคนอาจเคยได้รับ forward mail ไปอ่านแล้ว อันนี้ขอแนะนำให้ดูเป็นวิดีโอดีกว่า เพราะจะได้อารมณ์กว่าเยอะ จากการฟังน้ำเสียงและท่าทางการพูด ชมได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=UF8uR6Z6KLc
"Brick walls are there to prove how badly we want things" - Randy Pausch
"Stay hungry, stay foolish" - Steve Jobs
3月2日 Oscar 2008นั่งดูประกาศผลออสการ์วันอาทิตย์ที่แล้วมีเรื่องประทับใจ เรื่องสะใจ และเรื่องสงสัยอยู่อย่างละหนึ่ง
เรื่องประทับใจคือ คำพูดตอนรับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์อนิเมชั่นยอดเยี่ยมจาก Ratatouille ของผู้กำกับ Brad Bird
เรื่องสะใจคือ The Bourne Ultimatum ที่คว้ารางวัลไปหมด ทั้งตัดต่อภาพ บันทึกเสียง และตัดต่อเสียง ถือเป็นรางวัลที่สมควรมากๆกับหนึ่งในหนังที่สามารถกระตุ้นการหลั่งอะดรีนาลีนได้ดีขนาดนี้
ส่วนเรื่องสงสัยคือรางวัลบทยอดเยี่ยมจากเรื่อง Juno
ซึ่งสงสัยมานานแระว่าหนังเรื่องนี้มันดีอะไรนักหนา ทำไมถึงได้มีคนพูดถึงกันจัง
ก็แค่หนังเกี่ยวกับเด็กตั้งท้องปากเสียคนนึง ทำไมมันทำรายได้ไปแบบถล่มทลายจนกลายหนังเรื่องแรกของ Fox SearchLight ที่ทำรายได้เกิน 100 ล้านเหรียญ
ทำไมดารานำ Ellen Page เข้าชิงรางวัลแสดงนำหญิงของทุกสถาบัน ทำไมบทภาพยนตร์ที่เขียนด้วยอดีตนักเต้นเปลื้องผ้าถึงได้กวาดออสการ์จากการเข้าชิงครั้งแรก ตัดหน้านักเขียนบทระดับปรมาจารย์คนอื่นไปได้ หลังจากไปขวนขวายดูหนังจนจบก็ได้คำตอบ
เป็นคำตอบที่ถ้าไม่มาอยู่ที่นี่ก็คงหาไม่ได้ง่ายนัก เพราะจะงงกับเรื่องราวต่างๆที่ไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย
เช่น งงว่า เด็กเชี่ยไร อายุแค่ 16 ทำไมกระแดะมาฟัง Sonic Youth แถมชอบดูหนังสยองขวัญเลือดสาดแบบลากลำไส้ออกมาวาง
งงว่า ทำไมแม่งตั้งท้องแล้วไม่โดนโรงเรียนไล่ออก
งงว่า ทำไมแม่งทำแท้งกันง่ายจังว่ะ
งงว่า ทำไมเด็กอายุ 16 แม่งเอาใบขับขี่จากไหนมาขับรถข้ามเมืองได้ว่ะ งงว่า มึงจะแบ่งหนังออกเป็นตอนๆโดยใช้ฤดูทำไม
แต่เผอิญดันได้มาอยู่ที่นี่ อรรถรสการดูหนังเลยเพิ่มขึ้นอีกโข แล้วก็เข้าใจได้ว่าทำไมมันถึงได้รางวัล ถึงจะเป็นรางวัลที่ผิดคาดชาวบ้านเค้าไปหน่อยก็ตาม 2月6日 It aint over til it's overไม่ได้เขียนตั้งนานแหนะ สองเดือนก่าๆ ตั้งแต่ปั่นรายงานครั้งสุดท้าย ถึงตอนนี้เกรดอันแสนบัดซบก็ได้ประกาศออกมาเป็นที่เรียบร้อย
และแน่นอน กรรมเวรมีจิง ทำอะไรไว้แค่ไหน ก็ได้ตอบแทนกลับมาเท่านั้น เฮ้อออออ
นี่ก็จบมาได้เดือนก่าๆแระ ท่ามกลางปัญหาศก.ที่เริ่มจาก subprime ของที่ usa นี่เอง (subprime คืออะไร ไม่บอก ไปหาความรู้เอง ฮ่าๆ) ซึ่งก็เป็นการจบช่วง recession หรือเศรษฐกิจถดถอย พอดี แถมเป็นช่วงใกล้ขอวีซ่าทำงานอีก ถ้าหางานไม่ทันก็อดยื่นเรื่องขออยู่ต่อปีสองเลย ซ่าส์ได้แค่ปีเดียวก็ต้องกลับเมืองไทย อันนี้ก็ซวยไป ทำอะไรไม่ได้ ทำได้แค่ตั้งหน้าตั้งตาหางานกันต่อไป
คอยดูเต๊อะ ก่อนกลับตูจะเที่ยวให้หนำใจเลย มาอยู่ได้สองปี แทบไม่ได้ย่างกรายออกจาก nyc เลย วันๆมีแต่ เรียน งาน กลับบ้าน ได้โอกาสทีต้องเอาให้คุ้ม วะฮะฮ่า 12月16日 To Hate or Not To Hate - Papersขณะนี้เวลาตีสามครึ่งของคืนวันเสาร์ เกือบเช้าของวันอาทิตย์ อากาศข้างนอกมีฝนตกปรอยๆ พยาการณ์อากาศบอกว่าจะมีฝนตกหนักอีกสองสามชม.ข้างหน้า อันนี้ก็รอดูกันไป ถ้าตอนนั้นยังตื่นอยู่นะ
ตอนนี้กะลังปั่นรายงานจำนวนหน้าเท่าใดไม่ปรากฏเพราะอาจารย์บอกว่าเขียนมาเท่าที่อยากเขียน ซึ่งทำให้เครียดเข้าไปใหญ่ เพราะไม่รู้ว่าจะเขียนกี่หน้าดี ทำไมไม่บอกให้มันจบๆไปว่ะ ตูจะได้ไม่ต้องลุ้นไม่ต้องมาเครียดอยู่อย่างนี้ กลัวไม่ได้ A ซะงั้น ตั้งแต่เริ่มเขียนมาเปิดหาข้อมูลไปเป็นพันเวบได้ เบื่อก็เบื่อ เกลียดก็เกลียด งงก็งง เบื่อว่าเมื่อไหร่มันจะเสร็จว่ะ เกลียดตัวเองที่โง่เขียนไม่ออก และงงที่ไม่เข้าใจข้อมูลที่หามาได้
ตอนนี้เลยพักมาเขียน blog เล่นๆดีกว่า คลายเครียดคลายสมองให้มันพ้นจากข้อมูลทั้งหลายมั่ง ใกล้บ้าอยู่แล้ว
ก็คงต้องเขียนต่อไป เพราะอย่างน้อยให้พันกว่าเวบที่เปิดดูมาก็ทำให้ได้ข้อมูลล้นหัวขึ้นมาอีกหน่อย เข้าใจความเป็นไปในโลกนี้ขึ้นมาอีกนิด และตระหนักว่ายังมีอีกเป็นล้านเรื่องที่เรายังไม่รู้ และชาตินี้คงไม่มีวันได้รู้ทั้งหมด
12月11日 Macy and Lennyช่วงนี้ไม่รู้เป็นไร ทั้งวันฟังอยู่แค่สองเพลง
เพลงแรก I Try ของ Macy Gray กะอีกเพลง It Ain't Over 'Til It's Over ของ Lenny Kravitz
ทั้งๆที่ได้ยินมาแล้วไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแต่เพิ่งมาบ้าฟังไม่หยุดเอาช่วงนี้ แปลกจัง
ใครยังไม่เคยฟัง หลังไมค์มาได้ ไม่แน่ อาจติดใจเหมือนเรา
ไปล่ะ
11月27日 Ralph McQuarrie's concept art for Star Wars Trilogyวันนี้เจอ ad ในหนังสือพิมพ์เขียนถึงไอเดียของขวัญช่วง holiday season ปีนี้ก็เลยกลับมา search ดูหน่อย ไอ้ตัวนี้เป็น usb drive รูปร่างสุดกิ๊บเก๋ ราคากระฉูด แต่น่ารักกวนตีนดีจิงๆ เลยเอามาฝากกัน หลังจากนั้นก็ search ต่อไปเรื่องราวแบบไร้สาระจนมาเจอรูปในตำนานสุดเท่ห์ดังที่เห็นด้านล่างนี้ ผลงานของ Ralph McQuarrie มีอิทธิพลกับงานสร้าง Star Wars สามภาคแรกอย่างมาก รูปนี้เป็นรูป concept art ต้นแบบฉากที่ Luke Skywaler ดวลกับ Darth Vader ก่อนที่ George Lucas จะเอารูปนี้ไปใช้อ้างอิงตอนทำหนังจิงๆ จะเห็นว่า Luke ยังใส่หน้ากากออกซิเจนอยู่เลย แถม light saber ยังเป็นกระบอกกรวยโง่ๆอยู่ 10月28日 RatatouillePixar ไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง หนังเรื่องนี้ก็เหมือนกัน เรื่องย่อคงไม่ต้องเล่าอะไรมาก อย่าลืมหามาดูกันนะทุกคน
นอกจากคำพูดเด็ดของหนังที่เน้นว่า "Anyone can cook" ยังมีคำพูดของตัวละครที่เป็นนักวิจารณ์อาหารที่ฟังแล้วตราตรึงและประทับใจมากๆ
"In many ways, the work of a critic is easy. We risk very little yet enjoy a position over those who offer up their work and their selves to our judgment. We thrive on negative criticism, which is fun to write and to read. But the bitter truth we critics must face is that, in the grand scheme of things, the average piece of junk is more meaningful than our criticism designating it so."
"งานของนักวิจารณ์นั้นง่ายเมื่อมองในหลายๆแง่ เราแทบไม่ต้องเปลืองตัวอะไรแถมยังได้พอใจกับจุดยืนที่เหนือกว่าผู้ที่นำเสนอผลงานและตัวตนให้กับการตัดสินของเรา เรามักเสนอแต่คำวิจารณ์แง่ลบซึ่งสนุกทั้งคนเขียนและคนอ่าน แต่ความจริงอันขมขื่นที่เราต้องเผชิญก็คือ โดยทั่วไปแล้ว แม้แต่ผลงานห่วยๆชิ้นหนึ่งยังมีคุณค่ามากกว่างานวิจารณ์ของเราที่ตัดสินมันด้วยซ้ำ"
อังตวน อีโก้ - Ratatouille
10月21日 เรารู้ตัวว่าเราอยู่มหาลัยเมื่อ.....1.กิจกรรมใดๆที่เริ่มก่อนเที่ยงวันถือว่า “เช้าเกินไป” 2.6 โมงเช้าคือเวลานอน ไม่ใช่เวลาตื่น 3.เรียนรู้วิธีปรุงมาม่าได้มากกว่าสามสูตรขึ้นไป 4.นอนหลับบนเตียงสบายกว่านอนหลับในห้องเรียนตั้งเยอะ 5.จดจำเวลาปิดของร้านค้าแถวหอได้อย่างแม่นยำ 6.การหาของกินหลังเที่ยงคืนถือเป็นเรื่องปกติ 7.รู้ว่าวันนี้เป็นวันอะไร แต่ไม่รู้ว่ามันเป็นวันที่เท่าไหร่ 8.กินอาหารวันละสองมื้อเป็นเรื่องปกติ บางวันก็มื้อเดียว 9.ใส่กางเกงตัวเดิมโดยไม่ได้ซักเกินหนึ่งอาทิตย์ 10.คุยกับเพื่อนทาง msn ทั้งๆที่นั่งอยู่ห้องติดกันหรืออยู่ในห้องเดียวกัน 11.จำหน้าคนได้แม่นยำแต่จำไม่ได้ว่าเคยเห็นเมื่อไหร่ ที่ไหน 12.จานชามที่ล้นอ่างล้างหน้าเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าการกินอยู่ไม่ขาดแคลน 13.การไปห้องสมุดถือเป็นการออกงานสังคม เจอะเจอเพื่อนฝูง เหล่หญิง 14.ไปห้องคอมก็เหมือนกัน 15.ไมโครเวฟทำอาหารได้ทุกอย่าง ตราบใดที่มันไม่ระเบิด 16.จ่ายตังค์ค่าข้าวด้วยเหรียญบาท 17.เครื่องถ่ายเอกสารคืออาจารย์ที่เราควรเคารพบูชา 18.ต่อให้ค่า xerox แพงกว่าหนังสือก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นในการศึกษา 19.ปริมาณนักศึกษาในห้องเรียนเพิ่มเป็นสองเท่าในวันที่มี quiz กะวันสอบ 20.กริ่งไฟไหม้ไม่มีความหมายใดๆเวลามันดัง 21.ยอมอยู่ที่มหาลัยต่อเป็นชั่วโมงจนเย็นเพื่อรอให้แดดร่มแล้วค่อยกลับหอ 22.กินข้าวด้วยตะเกียบใช้แล้วทิ้งสะดวกกว่าไปล้างช้อมส้อมแล้วเอามากิน 23.รองเท้าแตะถือเป็นหนึ่งในเครื่องแต่งกายที่ถูกระเบียบ 24.รายการทีวีรายการเดียวที่น่าสนใจคือ เป็นต่อ 25.การทำความสะอาดห้องไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว 26.เปิดแอร์ถือว่าเปลืองไฟ แต่คอมกะทีวีสามารถเปิดทิ้งไว้ได้ตลอดคืนแม้จะไม่มีใครดูหรือใช้ 27.วันไหนใครใส่ชุดนักศึกษาแสดงว่าวันนั้นมันมีนัดเจออาจารย์ Soccer!!!หลังจากโง่ดักดานมานานเกือบสองปีประกอบกับข้ออ้างที่ว่าต้องทำงานร้านอาหารและเรียนไปพร้อมๆกันจนไม่มีเวลาในปีแรกทำให้ไม่รู้เลยว่าคนที่นี่เค้าก็เล่นเตะบอลกันเหมือนกัน แถมที่มหาลัยมีการจัดทัวร์นาเมนท์แบ่งสายตั้งชื่อทีม จัดตารางแข่ง จองสนาม มีกรรมการ สกอร์บอร์ดกันอย่างพร้อมสรรพ รู้จากไอ้ยูซากุครั้งแรกก็ดีใจเสียเต็มประดาแล้ว ยิ่งไปได้เห็นสนามแล้วความพร้อมของคนจัดยิ่งอยากลงไปนอนร้องไห้ว่าทำไมปีที่แล้วตรูไม่ได้เล่นเนี่ย แต่ในเมื่อรู้แล้วก็ไม่ยอมเสียเวลา วันอังคารที่ผ่านมาจึงไปขอแจมด้วยหนึ่งนัด เพราะแม่ยูซากุมาด่วนจากไปกะทันหัน เจ้าตัวเลยต้องบินกลับญี่ปุ่นอย่างปัจจุบันทันด่วน ทำให้ตำแหน่งกองหน้าตัวทำแต้มขาดไป จึงเป็นหน้าที่ของกระผม(อะแฮ่ม) ที่ต้องเข้ามากู้สถานการณ์ คือจิงๆก็ไม่รู้หรอกว่ายูซากุเล่นตำแหน่งอะไร แต่อยากพูดให้ตัวเองดูดีอะ อิอิ วันนั้นทำงานเสร็จตอนห้าโมงก็มาเรียนต่อตอนเย็นจนถึงสองทุ่มกว่าแล้วก็เริ่มเตะบอลตอนสามทุ่ม ชื่อทีมอะไรไม่รู้ รู้แต่ว่ามีแต่ชาวเอเชีย มีน้องตั้ม ไอ้ตั้ม ฟลุ๊ค เบน ข้าพเจ้า และจอมเซฟมือกาวที่สอยมาจากข้างสนามเพราะเห็นว่าแม่งว่างพอดี อีกฝ่ายเป็นทีมพี่มืดน่ากลัวสาด มีแต๋วด้วย แต่ขอโทษกล้ามเป็นมัดเล่นบอลเก่งอย่างกะโอเวนกลับชาติมาเกิด (โอเว่นตายยังวะ) ยิงวืดทีมันสะดีดสะดิ้งด้วยความเสียดาย เห็นแล้วไม่รู้ว่าจะหมั่นไส้หรือกลัวมันดี เอาเป็นว่าไม่ขอบรรยายเกมการแข่งขันไม่งั้นเด๋วจะยืด เพราะมันส์มาก รู้แต่ว่าจบครึ่งแรกจะเห็นหนุ่มตี๋หน้าตาดีนอนตายอยู่ริมสนาม สารรูปบัดซบดูไม่ได้เลย เพราะร่างกายขาดน้ำและความฟิต นี่ถ้าตอนนั้นหายใจทางตูดได้คงทำไปแล้วเพราะเหนื่อยสาดด เหนื่อยมาก เหนื่อยจิงๆ ขนาดครึ่งละ 15 นาที แถมสนามก็ใหญ่แค่สนามบาสนะเนี่ย ครึ่งหลังเลยให้ไอ้เจเรมีลงไปเล่นแทน นี่เป็นผลจากการไม่ได้ออกกำลังกายเลยตลอดสองปีนะเอง จบเกมสรุปว่าเสมอไปหนึ่งต่อหนึ่ง แข่งนัดต่อไปวันอังคารนี้ T_T ตายแน่ตรู 10月3日 สุดยอดหนังไทยในดวงใจตลอดกาลเอาล่ะ วันนี้ขอจัดอันดับหนังไทยที่ชื่นชอบหน่อย จิงๆอยากจัดมาตั้งนานแระ วันนี้แหละได้โอกาสซักที มาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองก็งี้แล คิดถึงหนังไทยขึ้นมาตะหงิดๆ ว่าแล้วก็เริ่มเลย
อันดับ 5 : ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด
หลายคนลืมไปว่าก่อนจะมีเรื่องโหมโรง ผู้กำกับเคยกำกับหนังเรื่องนี้มาก่อน เรื่องราวของชายหนุ่มผู้ซึ่งรู้ตัวว่าพรุ่งนี้ตัวเองจะตาย เลยกล้าทำสิ่งที่ตัวเองยังไม่ได้ทำ และจัดการสิ่งที่ยังค้างคาอยู่ก่อนที่เวลาจะหมดลง เรื่องนี้สัญญา คุนากร ปล่อยลูกบ้าเต็มที่ เพราะตัวละครไม่มีอะไรจะเสีย จนตรอกสุดๆ เลยลุยทำทุกอย่างที่ขวางหน้าแบบไม่กลัวตาย มีอังคณา ทิมดี เป็นนางเอก ดูแล้วก็สมเพชตัวเองว่ายังมีเรื่องที่ไม่ได้ทำตั้งหลายอย่าง ยังใช้ชีวิตไม่คุ้มเลย ไม่รู้ว่าจะรอให้ตายก่อนรึไงถึงจะได้ทำ ใครกะลังท้อแท้ เบื่อชีวิต หรือขาดสีสันในชีวิตแนะนำให้หามาดูด่วน
อันดับ 4 : กุมภาพันธ์
ตอนแรกชั่งใจว่าจะเลือกเรื่องรักออกแบบไม่ได้ แต่มาเลือกเรื่องนี้เพราะเรื่องนี้ตราตรึงอยู่ในความทรงจำมากกว่า teaser หนังเรื่องนี้ปล่อยออกมาตอนแรกไม่มีอะไรเลย ยุทธเลิศไปถ่ายสี่แยกในนิวยอร์คแบบขาวดำมาประมาณ 1 นาที มีรูปคนเดินไปมา ควันพวยพุ่งออกจากท่อใต้ดิน เสียงคนจอแจ การจราจรขวักไขว่ ได้บรรยากาศมาก แล้วภาพก็ค่อยๆเฟด แล้วมีชื่อหนังขึ้นมา ดูแล้วขนลุกชวนให้ติดตามเป็นอย่างยิ่ง มาถึงที่นี่แล้วยิ่งอินกะหนัง โสภิตนภาก็น่ารักได้ใจจิงๆ หนังมีบทพูดน้อยมากแต่ดูแล้วได้อารมณ์ร่วม เสียดายเรื่องภาพยังไม่ถึงขั้น แม้องค์ประกอบจะดี แต่กล้องหลุดโฟกัสตลอด แต่รวมๆแล้วก็ให้อภัยได้ เข้าใจว่างบจำกัด เวลาน้อย
อันดับ 3 : Fake โกหกทั้งเพ
เรื่องนี้ใครดูแล้วไม่รักกรุงเทพขึ้นสิบเท่าแสดงว่ามัวแต่ดูแต่อั้มไม่ได้ดูหนังแน่ หนังแบ่งเป็นสามตอนแต่ละตอนเล่าเรื่องผู้ชายแต่ละคนก็คือ ต้า พุฒ เรย์ มีอั้มเป็นนางเอกที่เป็นศูนย์กลางของเรื่อง หนังถ่ายภาพได้สวยสุดๆ โดยเฉพาะสถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรีซึ่งเคยขึ้นไปทำงานอยู่เกือบทุกวัน เห็นแล้วอึ้งไปเลย โทนสีแต่ละช่วงจะต่างกันบ่งบอกอารมณ์ของตัวละครแต่ละตัว เสียดายทำรายได้ไปแค่ 10 กว่าล้าน เจ๊งสนิท แต่ไม่สนอะ ชอบอะ
อันดับ 2 : แฟนฉัน
หนังเรื่องที่ได้รับสมยาว่า อภิชาติฟิล์ม จากพี่เก้ง จิระ มะลิกุล แปลว่าเป็นหนังสุดยอดที่ฟ้าส่งมา ดูกี่รอบก็ได้ ซึ่งเห็นด้วยสุดๆ เป็นหนึ่งในหนังไทยที่ไม่อยู่ในจำพวก ผี ตลก กระเทย แต่สูบเงินจากคนไทยได้ไปเกือบ 150 ล้าน เป็นหนังเรื่องแรกที่ตัดสินใจซื้อ dvd เก็บ จิงๆเคยดูหนังของผู้กำกับกลุ่มนี้ที่งานกางจอ ที่นิเทศ จุฬา ในนามของ 365 film มาก่อนหน้า แต่ไม่คิดว่าจะมาได้ขนาดนี้ ส่ว่นหนังที่แต่ละคนแยกกันไปทำหลังจากโด่งดังจากเรื่องนี้ก็ไม่ขอพูดถึงดีก่า นึกแล้วเซ็งจิต อันดับ 1 : รักแท้บทที่ 1
ขอขนานนามหนังเรื่องนี้ว่าเป็นพระเจ้าแห่งหนังไทย จนถึงตอนนี้ยังจำตอนที่พระเอกขับรถไปตามหานางเอกแล้วมีเพลงเก็บเธออยู่ในใจเสมอดังคลอตามอยู่ในหัวเลย เรื่องราวความรักของหนุ่มออฟฟิศที่เข็ดขยาดกับความรักกับสาวขายประกันสุดน่ารัก รวมทั้งก๊วนเพื่อนสุดกวนของพระเอกที่ทั้งฮาและดราม่าไปพร้อมๆกัน บทเรื่องนี้ได้ใจไปเต็มๆ ไม่น่าเชื่อว่าพี่ปึ้ดแห่งบางระจันจะเคยกำกับเรื่องนี้มาก่อน บุญพิทักษ์ จิตกระจ่างก็น่ารักซะ เรื่องนี้ใครพลาดเสียดายมาก ขอบอก
10月2日 Four weddings, no funeralเคยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่บรรดาแฟนการ์ตูนออกมาตั้งคำถามกับทางดิสนีย์ว่าเมื่อไหร่มิคกี้ เม้าส์ ซึ่งเป็นตัวละครที่พวกเขารักมาตั้งแต่เด็กจะแต่งงานกับมินนี่ซักที
ทางดิสนีย์ตอบกลับมาว่าคงไม่มีทางเป็นไปได้
เพราะการแต่งงานเป็นการแสดงให้เห็นถึงการบรรลุวุฒิภาวะทางความคิดและการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ซึ่งขัดกับบุคลิกของตัวละครที่ทางดิสนีย์ต้องการคงความเป็นเด็กเอาไว้...
ช่วงปลายปีนี้ก็เหมือนทุกๆปี มีคนกะลังจะแต่งงานอีกหลายคู่ และอีกหลายต่อหลายคู่ที่กำลังวางแผนอนาคต
พอได้รู้ข่าวของแต่ละคู่ก็รู้สึกดีใจด้วย บางรายตอนเรียนก็ถุกสบประมาทเหลือเกินว่าขึ้นคานแน่ๆ
ไปๆมาๆดันชิงแต่งงานก่อนซะนี่ เพื่อนๆหน้าแหกกันเป็นแถวๆ
อยากไปร่วมงานด้วยเหลือเกิน แต่ไปไม่ได้ เพราะเรื่องราวทางนี้ยังไม่เสร็จ
ก็ได้แต่ฝากคำอวยพรขอให้รักกันไปนานๆๆๆ
แล้วก็ฝากเพลงโปรดของข้าพเจ้ามาให้ฟังไว้หนึ่งเพลงละกันนะ
[ แต่งงาน - มัวร์ ]
ขอให้มีความสุขค้าบ 9月20日 Pushing Daisiesวันหนึ่ง เด็กน้อยค้นพบว่าเมื่อเขาแตะสิ่งที่ตายแล้วสิ่งนั้นจะฟื้นกลับขึ้นมาชีวิตได้เหมือนเดิม
ถ้าสิ่งที่ถูกแตะมีชีวิตเกิน 60 วินาทีจะต้องมีสิ่งมีชีวิตอื่นในระยะใกล้ตายแทน
เมื่อใดที่เขาแตะสิ่งนั้นอีกทีสิ่งมีชีวิตนั้นจะตายอย่างถาวร
เขาเรียนรู้พรสวรรค์หรือคำสาปนี้ด้วยการจากไปของแม่ตัวเอง และพ่อของเด็กสาวข้างบ้าน
เมื่อเติบใหญ่เขาจับพลัดจับผลูใช้ความสามารถนี้ในการแก้ไขคดีต่างๆ เพราะวิธีที่ง่ายที่สุดในการหาผู้ต้องสงสัยก็คือถามเหยื่อนั่นเอง
จิ้มให้ตื่นจากความตาย ถามข้อมูลใน 60 วินาทีแล้วก็จิ้มให้ตายถาวร
จนกระทั่งวันนึงเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายกลับกลายเป็นหญิงสาวที่เขาแอบรักที่เคยอาศัยอยู่ข้างบ้าน
เขาปลุกเธอจากความตายแต่แล้วกลับไม่อยากทำให้เธอตายอย่างถาวร เพราะเธอจำหน้าฆาตกรไม่ได้
ทั้งสองคนตกหลุมรักกันแต่ต่างแตะต้องตัวกันไม่ได้ จูบไม่ได้.....ไม่งั้นเขาจะเสียเธอไปตลอดกาล
เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อติดตามต่อใน series สุดพิสดารที่กระผมกระเหี้ยนกระหือรือรอดูอยู่ในขณะนี้ "Pushing Daisies"
กำกับโดย Barry Sonnenfield นะเออ
เริ่มฉายตอนแรก 3 ตุลานี้
9月16日 Seasons Change วันนี้คำถามที่ถามตัวเองมาตลอดและก็หาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ซักทีกลับมาหลอกหลอนอีกครั้งหลังจากดู Seasons change จบเป็นรอบที่สาม คำถามที่ว่า “ทำไมถึงมาเรียนคอม?” แล้วก็เหมือนทุกๆครั้งที่คำตอบก็คือ “ไม่รู้เหมือนกัน”
จำได้แต่ว่าตอนเรียนคอมตอน ม.ต้นมันสนุกดี ทำคะแนนได้เยอะ และเป็นสิ่งที่ถนัดที่สุดในตอนนั้น เหมือนๆจะมีความดีใจเวลาที่เขียนโปรแกรมแล้วมัน compile ผ่าน run แล้วได้ผลลัพธ์ออกมา เหมือนชีวิตนี้ข้าได้ประสบความสำเร็จในการสร้างสรรค์อะไรซักอย่างให้เกิดขึ้น เคยคิดเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนบางคนเป็นประจำ เพื่อนคนที่เวลาชวนมันมาเตะบอล มันเล่นดีซะจนเหลือเชื่อ ถ้าชวนแล้วมันว่างมันก็มาเล่นตลอด แต่ถ้าวันไหนที่มันมีก๊วนเล่นบาส มันก็ยินดีที่จะเล่นบาสมากกว่า ถึงแม้มันจะเก่งบาสแค่กลางๆในกลุ่มเพื่อนที่เล่นด้วยกัน บางครั้งสิ่งที่ทำได้ดีกับสิ่งที่ชอบก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ถ้าย้อนกลับไปถามแม่ตอนที่ตัดสินใจเข้าเรียนวิทย์คอม แม่ก็คงตอบอย่างไม่ลังเลว่าลูกชายชั้นชอบคอม เห็นมันขลุกอยู่หน้าคอมทั้งวัน เรียนได้คะแนนดี คอมที่บ้านมันรื้อออกมาประกอบโน่นนี่จนเครื่องเยิน แล้วยิ่งจบออกมาได้ทำงานที่ดูมั่นคง ก็คงยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่าลูกชั้นคงเดินมาถูกทาง ถือเป็นความโชคดีและเป็นพระคุณอันล้นพ้นที่มีพ่อแม่ที่เข้าใจและส่งเสริมในเรื่องนี้มาตลอด อยากทำไรก็ได้ทำ อยากเรียนอะไรก็ได้เรียน มาจนถึงวันนี้ หลวมตัวมาเรียนถึงปริญญาโทแล้ว แถมไม่ได้เรียนแบบถูกๆ เสือกกระแดะมาเรียนที่นิวยอร์ค ทำงานไปเรียนไป แล้วก็จวนจะจบอยู่แค่เอื้อมอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบอยู่ดีว่าทำไมถึงมาเรียนคอม ว่าแล้วก็หาคำตอบกันต่อไป ค้นหาตัวเองก็ต่อไป แล้วก็ได้แต่หวังว่าเมื่อคำตอบมันมาถึงคงไม่ทำให้อะไรๆมันเปลี่ยนแปลงไปมากนักจากที่เป็นอยู่ 9月14日 10 things people are likely to take New York wrongอะแฮ่ม หายหน้าหายตาไปนานหลังจากไม่อยู่ในอารมณ์จะมา up blog ซะงั้น
วันนี้กลับมาแล้วด้วย section ใหม่ เพิ่มส่วน d/l เพลงโปรด ไว้ให้มิตรรักแฟนเพลงได้เอาไปดื่มด่ำกำซาบกับเสียงเพลง
ใครอยากได้เพลงไรก็ request มาได้เลย มีไฟล์รึเปล่าอีกเรื่องนึงนะเฟ้ย แต่ถ้าเป็น bakery โอกาสมีจะสูงมาก เพราะเพิ่งได้ไฟล์มาทั้งโคตรแบบครบชุด
เอาละ เข้าเรื่อง
วันก่อนขณะกะลังห้อยโหนรถไฟตามยถากรรมอยู่ก็นึกได้ว่านี่กูมาอยู่ที่นี่ได้จะสองปีแล้วนี่หว่า มีหลายเรื่องเหมือนกันที่ตอนแรกเข้าใจผิดเกี่ยวกับเมืองนี้ ว่าแล้วก็ลองนึกดูว่ามีอะไรมั่ง
1. มาอยู่นี่แล้วจะเก่งภาษาขึ้นอีกโข
ไอ้เก่งมันก็คงเก่งขึ้นอยู่หรอก ยิ่งถ้าเป็นนักเรียนมาจากประเทศสารขัณฑ์อันไกลโพ้นด้วยแล้ว พอมันได้ใช้ภาษามันก็ต้องเก่งขึ้นบ้าง แต่ขอโทษ คงไม่เก่งขึ้นอีกโข เพราะที่นี่แม่งสำเนียงร้อยพ่อล้านแม่ อินเดีย จีน เมกัน สเปน ยุโรป แอฟริกา เกาหลี ญี่ปุ่น แล้วก็สำเนียงพี่มืด ตีกันวุ่นวายชิบหาย ถ้าอยากเก่งจิงก็ไปอยู่ boston หรือเมืองที่มีคนหลายเชื้อชาติน้อยกว่านี้ก็จะดีมั้ง
2. ที่นี่เป็นเมืองแฟชั่น ผู้คนต้องแต่งตัวกันหลากหลายเหมือนในหนังสือ
อันนี้ก็มีส่วนถูก แต่เท่าที่เห็นมาไม่เห็นมีใครจะมาสนใจเลยว่าจะแต่งตัวยังไง ฮิปปี้ กิโมโน โนบรา ผ่าข้าง คว้านหลัง หรืออะไรก็ใส่ไปเลย ไม่มีใครแคร์ไม่มีใครสน อยากใส่อะไรก็ใส่ เอาให้สะดวกสบายไม่ร้อนตาย ไม่หนาวน้องหนูก็พอแล้ว ไอ้ที่เหมือนในหนังสือก็มีบ้างแต่นานๆเห็นที เห็นแล้วก็งั้นๆแหละ เอ หรือว่าเราไม่กระตือรือร้นเรื่องแฟชั่นวะเนี่ย
3. ของทุกอย่างต้องแพงกระฉูดตูดบาน
ก็ไม่จำเป็น ของถูกก็มีแต่ต้องรู้แหล่ง ถ้าเงินหนาหน้าบางเดินเข้าร้านหรูก็ต้องหมดตูดเป็นธรรมดา อาหารราคาถูก ละครฟรี ดนตรีกลางแจ้งมีให้ตรึม ที่แพงจิงๆก็เห็นจะเป็นค่าเช่าบ้านซึ่งเวลาจ่ายเงินทีรู้สึกเหมือนโดนปล้นอยู่ทุกเดือน ทั้งที่ไอ้ที่อยู่ตอนนี้มันก็ไม่ได้แพงอะไรนักหนาแล้วนะเนี่ย
4. ที่มีโรงหนัง Art House เยอะ
เท่าที่เห็นมีอยู่ไม่กี่แห่งเองฮะพี่น้อง อยากดูทีต้องขวนขวายดูตารางอยู่ทุกวัน ไม่ได้มีไอ้เรื่องที่อยากดูมาให้ดูบ่อยขนาดนั้น ว่าแล้วก็เซ็งอดดูไปตั้งหลายเรื่อง ฮืออออออ
5. เป็นเมืองที่ไม่ยอมหลับ
หลายคนคงได้ยินประโยคที่ว่า The city that never sleeps แต่เอาเข้าจิงๆมันก็ต้องหลับนอนกันเหมือนกันนะฮะ ใครมันจะมาตื่น 24 ชม. ปรนเปรอบริการเปิดร้านกันได้ตลอด ไม่ใช้ 7/11 ซักหน่อย วันก่อนไปเดินแถว midtown ตอนเที่ยงคืนก็รู้สึกหวิวๆเหมือนกัน ไอ้ที่ว่าไม่หลับคงหมายถึงมีอะไรให้ทำอยู่ตลอดมากกว่า ซึ่งก็จิงแหละ แต่ก็ไม่ได้เห็นชัดเจนขนาดนั้น คนไปต้องรู้แหล่งจิงๆ นักท่องเที่ยวโง่ๆหลงออกมาเดินตอนตีสองก็ตัวใครตัวมัน
6. ไฟที่ฉายขึ้นฟ้าให้เหมือนตึก WTC ตั้งอยู่ที่ Ground Zero
งงอะดิ ไม่เป็นไร เด๋วฟังข้าเจ้าอธิบาย เรื่องมันมีอยู่ว่า ช่วง 9/11 เค้าจะเอาไฟสองดวงโคตรใหญ่ มาฉายขึ้นฟ้าให้เหมือนว่าตึก WTC ยังตั้งอยู่ตรงนั้น แต่ความจิงก็คือ ไอ้ไฟสองดวงนั่นไม่ได้ตั้งอยู่ที่ Ground Zero มันเจือกตั้งห่างลงไปทางใต้อีกตั้ง 5 Block แหนะ จบข่าว
จบแระ นึกได้แค่นี้แหละ จั่วหัวไว้ว่าสิบข้อให้มันดูเท่ห์ไปงั้นเอง วะฮะฮ่า 7月1日 Nip/Tuck"Now, tell me what you don't like about yourself"
For those who've never seen this ingenious series which has already paved its way to season 4 this year, Nip/Tuck is an original series shown on F/X Channel. It tell the stories of two leading and talented plastic surgeons, Sean and Christain, living in Hollywood and facing challenging plastic cases. The show got MA on TV rating which means it is suitable for mature audiences only because of its intense graphic and violence.
The tagline I mentioned above is the what they usually ask their patients during the interview so that they could make "a change" for them.
I'm not the usual fan of this show but I have to admit that the show emphasizes the idea of uncertainty that, in the end, beauty, smooth and perfect-shaped skin that covers our body can deceive us and will be inevitably meaningless when we die.
The reason I decided to write about it today is I just saw an unimaginably entertaining episode tonight in which Christian broke his nose while having sex with one of his lovers and failed to convice other surgeons to fix it afterwards because his partner, Sean, is having an instability his surgeon performance. What hit me off the ground is when Christian is lying awake on the operation bed insisiting on letting Sean insert an equipment into his nose!!!!
And that was just the beginning. If you want to know the rest, find out for yourself. haha
The show is also exposed to sex, love, family, personal issues and more. I recommend this series to those who get bored of regular action or comedy series and want to try something different. ;-) 6月30日 Appleวันนี้เป็นอีกวันที่วงการธุรกิจและเทคโนโลยีต้องจดจำไปอีกนาน
29 มิถุนา 2007
วันที่เปิดขาย iphone เป็นวันแรก
หลังเลิกงานวันนี้ลองเดินไปที่ Apple store ที่ Fifth Avenue ดูเพราะได้ข่าวว่ามีคนมารอเข้าแถวซื้อ iphone กันตั้งแต่วันจันทร์ (วันนี้วันศุกร์)
และก็อย่างที่คิด รถทีวีจอดกันให้พรึ่บ คนรอกันเป็นแสน (แอบเว่อร์) แต่เยอะจริงๆ นักข่าวยืนรายงานข่าวกันทุกทำเลทีจะมองเห็นทางเข้าของ Store ที่เป็นกล่องกระจกใส และมีโลโก้ Apple อยู่ตรงกลาง ทุกครั้งที่ทางเจ้าหน้าที่เปิดให้คนทยอยเข้าไปทีละน้อย เสียงโห่ร้องก็จะดังขึ้นดีใจ ไม่รู้จะดีใจไปหาหอกอะไรเหมือนกัน
ที่แปลกก็คือทั้งที่ At&t ก็ขาย iphone เหมือนกัน แต่คิวรอซื้อสั้นกว่ามาก ไม่เหมือนที่ store ที่เล่นหอบผ้าผ่อนกันมาตั้งแคมป์
หลังจากเดินผ่านฝูงคนมาได้ก็เดินเลยไปหน่อยกะว่าจะไปขึ้นสาย F กลับบ้าน ตอนเดินก็มีหนุ่มสาวสองคนเดินผ่านไป มือซ้ายของชายหนุ่มถือถุง apple มีรูป iphone แปะหราอยู่ มือขวาถือถุงเช่นกันแต่เป็นถุงใส่ผ้าห่มหมอนและน้ำ ฝ่ายหญิงแบกเป้และเก้าอี้ชายหาดเดินเคียงคู่กันไป เป็นภาพที่ไม่ค่อยเห็นได้บ่อยนัก
ความพยายามของมนุษย์นี่อัศจรรย์จิงๆให้ตายเถอะ
นาย Jobs ตั้งเป้าไว้ว่าจะครองส่วนแบ่งการตลาดให้ได้ 1% ในปี 2008 แต่ขอโทษ อย่ามองว่า 1% นั้นเล็กน้อย ต้องเทียบกับจำนวนโทรศัพท์มือถือทุกรุ่นทุกยี่ห้อที่มือยู่บนพื้นพิภพนี่ซะก่อน แล้วต่อให้ 1% เล็กน้อยจิงๆ ก็ยังน่าทึ่งอยู่ดีกับการทำยอดให้ได้ภายในปีเดียว
Brand Awareness พุ่งกระฉูด
Stock Value ก็พุ่งด้วย
ความอัศจรรย์อีกอย่างคือภายใน 2 ชม.หลังจากเปิดขายเครื่อง ใน ebay ก็มีขายเช่นกันด้วยราคาแพงกว่า 6 เท่านั่นคือ $3000 เหรียญ
เอากะมันสิ |
|
|