| Profil von Phanuphonmy spaceFotosBlogListen | Hilfe |
|
|
06 Mai สะบายดีในที่สุดการรอคอยก็หดสั้นลง พร้อมกับความทรงจำที่ยาวนานที่ย้อนกลับมาแล่นในสมองอีกครั้งหลังจากที่ได้ดูหนังตัวอย่างเรื่อง สะบายดี หลวงพระบาง
ย้อนกลับไปประมาณเดือนธันวาคม ปี 2005 ก่อนจะต้องระเห็จมาอยู่ที่นี่ ด้วยความที่ไม่เคยออกนอกประเทศมาก่อนเลย เลยตั้งใจว่าจะแบ็กแพ็คไปลาวคนเดียวซักอาทิตย์นึงด้วยงบประมาณ 5000 บาท รวมค่าเดินทางและกินอยู่เสร็จสรรพ วางแผนเป็นอย่างดี พร้อมซื้อหนังสือไกด์และฝึกพูดลาวหรือเว่าอีสานอยู่เป็นนาน(ตั้ง1 อาทิตย์)
เล่าให้เพื่อนเป็ดฟัง มันเลยสนใจอยากไปด้วย เลยกลายเป็นทริปคู่หูดูโอ
เริ่มต้นเดินทางด้วยการนั่งรถทัวร์ไปที่เชียงรายก่อนเพื่อเยี่ยมหมู่บ้านกระจกเงาที่เคยมาออกค่ายสองครั้งเป็นเวลาสองวัน จากเชียงรายนั่งรถต่อไปที่ท่าทรายเพื่อขึ้นเรือล่องโขงลงมายังหลวงพระบาง อยู่ที่หลวงพระบางประมาณสองสามคืนก่อนนั่งรถมาที่วังเวียง แล้วก็ต่อรถหวานเย็นมาที่เวียงจันทร์ ค้างที่เวียงจันทร์ แล้วค่อยข้ามสะพานมิตรภาพหนองคายมาขึ้นเครื่องบินที่อุดรกลับกรุงเทพ
ดูหนังตัวอย่างแล้วก็นึกถึงหลายๆที่ที่เคยแวะไป ไม่ว่าจะเป็นวัด ตลาดกลางคืน(ตลาดมืด)ที่หลวงพระบาง ประตูชัยที่เวียงจันทร์ ฯลฯ รวมถึงวีรเวรกรรมเล็กๆระหว่างทาง
เสียดายอยู่นี่คงได้แต่รอดูวีซีดีหลังหนังออกโรง แล้วก็รอคอยให้เวลาที่นี่เดินเร็วๆ เผื่อว่าวันนึงจะได้กลับเมืองไทยแล้วค่อยไปเยือนลาวอีก
การเดินทางทำให้คนเราเติบโตได้จริงๆ
06 Februar It aint over til it's overไม่ได้เขียนตั้งนานแหนะ สองเดือนก่าๆ ตั้งแต่ปั่นรายงานครั้งสุดท้าย ถึงตอนนี้เกรดอันแสนบัดซบก็ได้ประกาศออกมาเป็นที่เรียบร้อย
และแน่นอน กรรมเวรมีจิง ทำอะไรไว้แค่ไหน ก็ได้ตอบแทนกลับมาเท่านั้น เฮ้อออออ
นี่ก็จบมาได้เดือนก่าๆแระ ท่ามกลางปัญหาศก.ที่เริ่มจาก subprime ของที่ usa นี่เอง (subprime คืออะไร ไม่บอก ไปหาความรู้เอง ฮ่าๆ) ซึ่งก็เป็นการจบช่วง recession หรือเศรษฐกิจถดถอย พอดี แถมเป็นช่วงใกล้ขอวีซ่าทำงานอีก ถ้าหางานไม่ทันก็อดยื่นเรื่องขออยู่ต่อปีสองเลย ซ่าส์ได้แค่ปีเดียวก็ต้องกลับเมืองไทย อันนี้ก็ซวยไป ทำอะไรไม่ได้ ทำได้แค่ตั้งหน้าตั้งตาหางานกันต่อไป
คอยดูเต๊อะ ก่อนกลับตูจะเที่ยวให้หนำใจเลย มาอยู่ได้สองปี แทบไม่ได้ย่างกรายออกจาก nyc เลย วันๆมีแต่ เรียน งาน กลับบ้าน ได้โอกาสทีต้องเอาให้คุ้ม วะฮะฮ่า 16 Dezember To Hate or Not To Hate - Papersขณะนี้เวลาตีสามครึ่งของคืนวันเสาร์ เกือบเช้าของวันอาทิตย์ อากาศข้างนอกมีฝนตกปรอยๆ พยาการณ์อากาศบอกว่าจะมีฝนตกหนักอีกสองสามชม.ข้างหน้า อันนี้ก็รอดูกันไป ถ้าตอนนั้นยังตื่นอยู่นะ
ตอนนี้กะลังปั่นรายงานจำนวนหน้าเท่าใดไม่ปรากฏเพราะอาจารย์บอกว่าเขียนมาเท่าที่อยากเขียน ซึ่งทำให้เครียดเข้าไปใหญ่ เพราะไม่รู้ว่าจะเขียนกี่หน้าดี ทำไมไม่บอกให้มันจบๆไปว่ะ ตูจะได้ไม่ต้องลุ้นไม่ต้องมาเครียดอยู่อย่างนี้ กลัวไม่ได้ A ซะงั้น ตั้งแต่เริ่มเขียนมาเปิดหาข้อมูลไปเป็นพันเวบได้ เบื่อก็เบื่อ เกลียดก็เกลียด งงก็งง เบื่อว่าเมื่อไหร่มันจะเสร็จว่ะ เกลียดตัวเองที่โง่เขียนไม่ออก และงงที่ไม่เข้าใจข้อมูลที่หามาได้
ตอนนี้เลยพักมาเขียน blog เล่นๆดีกว่า คลายเครียดคลายสมองให้มันพ้นจากข้อมูลทั้งหลายมั่ง ใกล้บ้าอยู่แล้ว
ก็คงต้องเขียนต่อไป เพราะอย่างน้อยให้พันกว่าเวบที่เปิดดูมาก็ทำให้ได้ข้อมูลล้นหัวขึ้นมาอีกหน่อย เข้าใจความเป็นไปในโลกนี้ขึ้นมาอีกนิด และตระหนักว่ายังมีอีกเป็นล้านเรื่องที่เรายังไม่รู้ และชาตินี้คงไม่มีวันได้รู้ทั้งหมด
21 Oktober เรารู้ตัวว่าเราอยู่มหาลัยเมื่อ.....1.กิจกรรมใดๆที่เริ่มก่อนเที่ยงวันถือว่า “เช้าเกินไป” 2.6 โมงเช้าคือเวลานอน ไม่ใช่เวลาตื่น 3.เรียนรู้วิธีปรุงมาม่าได้มากกว่าสามสูตรขึ้นไป 4.นอนหลับบนเตียงสบายกว่านอนหลับในห้องเรียนตั้งเยอะ 5.จดจำเวลาปิดของร้านค้าแถวหอได้อย่างแม่นยำ 6.การหาของกินหลังเที่ยงคืนถือเป็นเรื่องปกติ 7.รู้ว่าวันนี้เป็นวันอะไร แต่ไม่รู้ว่ามันเป็นวันที่เท่าไหร่ 8.กินอาหารวันละสองมื้อเป็นเรื่องปกติ บางวันก็มื้อเดียว 9.ใส่กางเกงตัวเดิมโดยไม่ได้ซักเกินหนึ่งอาทิตย์ 10.คุยกับเพื่อนทาง msn ทั้งๆที่นั่งอยู่ห้องติดกันหรืออยู่ในห้องเดียวกัน 11.จำหน้าคนได้แม่นยำแต่จำไม่ได้ว่าเคยเห็นเมื่อไหร่ ที่ไหน 12.จานชามที่ล้นอ่างล้างหน้าเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าการกินอยู่ไม่ขาดแคลน 13.การไปห้องสมุดถือเป็นการออกงานสังคม เจอะเจอเพื่อนฝูง เหล่หญิง 14.ไปห้องคอมก็เหมือนกัน 15.ไมโครเวฟทำอาหารได้ทุกอย่าง ตราบใดที่มันไม่ระเบิด 16.จ่ายตังค์ค่าข้าวด้วยเหรียญบาท 17.เครื่องถ่ายเอกสารคืออาจารย์ที่เราควรเคารพบูชา 18.ต่อให้ค่า xerox แพงกว่าหนังสือก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นในการศึกษา 19.ปริมาณนักศึกษาในห้องเรียนเพิ่มเป็นสองเท่าในวันที่มี quiz กะวันสอบ 20.กริ่งไฟไหม้ไม่มีความหมายใดๆเวลามันดัง 21.ยอมอยู่ที่มหาลัยต่อเป็นชั่วโมงจนเย็นเพื่อรอให้แดดร่มแล้วค่อยกลับหอ 22.กินข้าวด้วยตะเกียบใช้แล้วทิ้งสะดวกกว่าไปล้างช้อมส้อมแล้วเอามากิน 23.รองเท้าแตะถือเป็นหนึ่งในเครื่องแต่งกายที่ถูกระเบียบ 24.รายการทีวีรายการเดียวที่น่าสนใจคือ เป็นต่อ 25.การทำความสะอาดห้องไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว 26.เปิดแอร์ถือว่าเปลืองไฟ แต่คอมกะทีวีสามารถเปิดทิ้งไว้ได้ตลอดคืนแม้จะไม่มีใครดูหรือใช้ 27.วันไหนใครใส่ชุดนักศึกษาแสดงว่าวันนั้นมันมีนัดเจออาจารย์ Soccer!!!หลังจากโง่ดักดานมานานเกือบสองปีประกอบกับข้ออ้างที่ว่าต้องทำงานร้านอาหารและเรียนไปพร้อมๆกันจนไม่มีเวลาในปีแรกทำให้ไม่รู้เลยว่าคนที่นี่เค้าก็เล่นเตะบอลกันเหมือนกัน แถมที่มหาลัยมีการจัดทัวร์นาเมนท์แบ่งสายตั้งชื่อทีม จัดตารางแข่ง จองสนาม มีกรรมการ สกอร์บอร์ดกันอย่างพร้อมสรรพ รู้จากไอ้ยูซากุครั้งแรกก็ดีใจเสียเต็มประดาแล้ว ยิ่งไปได้เห็นสนามแล้วความพร้อมของคนจัดยิ่งอยากลงไปนอนร้องไห้ว่าทำไมปีที่แล้วตรูไม่ได้เล่นเนี่ย แต่ในเมื่อรู้แล้วก็ไม่ยอมเสียเวลา วันอังคารที่ผ่านมาจึงไปขอแจมด้วยหนึ่งนัด เพราะแม่ยูซากุมาด่วนจากไปกะทันหัน เจ้าตัวเลยต้องบินกลับญี่ปุ่นอย่างปัจจุบันทันด่วน ทำให้ตำแหน่งกองหน้าตัวทำแต้มขาดไป จึงเป็นหน้าที่ของกระผม(อะแฮ่ม) ที่ต้องเข้ามากู้สถานการณ์ คือจิงๆก็ไม่รู้หรอกว่ายูซากุเล่นตำแหน่งอะไร แต่อยากพูดให้ตัวเองดูดีอะ อิอิ วันนั้นทำงานเสร็จตอนห้าโมงก็มาเรียนต่อตอนเย็นจนถึงสองทุ่มกว่าแล้วก็เริ่มเตะบอลตอนสามทุ่ม ชื่อทีมอะไรไม่รู้ รู้แต่ว่ามีแต่ชาวเอเชีย มีน้องตั้ม ไอ้ตั้ม ฟลุ๊ค เบน ข้าพเจ้า และจอมเซฟมือกาวที่สอยมาจากข้างสนามเพราะเห็นว่าแม่งว่างพอดี อีกฝ่ายเป็นทีมพี่มืดน่ากลัวสาด มีแต๋วด้วย แต่ขอโทษกล้ามเป็นมัดเล่นบอลเก่งอย่างกะโอเวนกลับชาติมาเกิด (โอเว่นตายยังวะ) ยิงวืดทีมันสะดีดสะดิ้งด้วยความเสียดาย เห็นแล้วไม่รู้ว่าจะหมั่นไส้หรือกลัวมันดี เอาเป็นว่าไม่ขอบรรยายเกมการแข่งขันไม่งั้นเด๋วจะยืด เพราะมันส์มาก รู้แต่ว่าจบครึ่งแรกจะเห็นหนุ่มตี๋หน้าตาดีนอนตายอยู่ริมสนาม สารรูปบัดซบดูไม่ได้เลย เพราะร่างกายขาดน้ำและความฟิต นี่ถ้าตอนนั้นหายใจทางตูดได้คงทำไปแล้วเพราะเหนื่อยสาดด เหนื่อยมาก เหนื่อยจิงๆ ขนาดครึ่งละ 15 นาที แถมสนามก็ใหญ่แค่สนามบาสนะเนี่ย ครึ่งหลังเลยให้ไอ้เจเรมีลงไปเล่นแทน นี่เป็นผลจากการไม่ได้ออกกำลังกายเลยตลอดสองปีนะเอง จบเกมสรุปว่าเสมอไปหนึ่งต่อหนึ่ง แข่งนัดต่อไปวันอังคารนี้ T_T ตายแน่ตรู 02 Oktober Four weddings, no funeralเคยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่บรรดาแฟนการ์ตูนออกมาตั้งคำถามกับทางดิสนีย์ว่าเมื่อไหร่มิคกี้ เม้าส์ ซึ่งเป็นตัวละครที่พวกเขารักมาตั้งแต่เด็กจะแต่งงานกับมินนี่ซักที
ทางดิสนีย์ตอบกลับมาว่าคงไม่มีทางเป็นไปได้
เพราะการแต่งงานเป็นการแสดงให้เห็นถึงการบรรลุวุฒิภาวะทางความคิดและการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ซึ่งขัดกับบุคลิกของตัวละครที่ทางดิสนีย์ต้องการคงความเป็นเด็กเอาไว้...
ช่วงปลายปีนี้ก็เหมือนทุกๆปี มีคนกะลังจะแต่งงานอีกหลายคู่ และอีกหลายต่อหลายคู่ที่กำลังวางแผนอนาคต
พอได้รู้ข่าวของแต่ละคู่ก็รู้สึกดีใจด้วย บางรายตอนเรียนก็ถุกสบประมาทเหลือเกินว่าขึ้นคานแน่ๆ
ไปๆมาๆดันชิงแต่งงานก่อนซะนี่ เพื่อนๆหน้าแหกกันเป็นแถวๆ
อยากไปร่วมงานด้วยเหลือเกิน แต่ไปไม่ได้ เพราะเรื่องราวทางนี้ยังไม่เสร็จ
ก็ได้แต่ฝากคำอวยพรขอให้รักกันไปนานๆๆๆ
แล้วก็ฝากเพลงโปรดของข้าพเจ้ามาให้ฟังไว้หนึ่งเพลงละกันนะ
[ แต่งงาน - มัวร์ ]
ขอให้มีความสุขค้าบ 16 September Seasons Change วันนี้คำถามที่ถามตัวเองมาตลอดและก็หาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ซักทีกลับมาหลอกหลอนอีกครั้งหลังจากดู Seasons change จบเป็นรอบที่สาม คำถามที่ว่า “ทำไมถึงมาเรียนคอม?” แล้วก็เหมือนทุกๆครั้งที่คำตอบก็คือ “ไม่รู้เหมือนกัน”
จำได้แต่ว่าตอนเรียนคอมตอน ม.ต้นมันสนุกดี ทำคะแนนได้เยอะ และเป็นสิ่งที่ถนัดที่สุดในตอนนั้น เหมือนๆจะมีความดีใจเวลาที่เขียนโปรแกรมแล้วมัน compile ผ่าน run แล้วได้ผลลัพธ์ออกมา เหมือนชีวิตนี้ข้าได้ประสบความสำเร็จในการสร้างสรรค์อะไรซักอย่างให้เกิดขึ้น เคยคิดเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนบางคนเป็นประจำ เพื่อนคนที่เวลาชวนมันมาเตะบอล มันเล่นดีซะจนเหลือเชื่อ ถ้าชวนแล้วมันว่างมันก็มาเล่นตลอด แต่ถ้าวันไหนที่มันมีก๊วนเล่นบาส มันก็ยินดีที่จะเล่นบาสมากกว่า ถึงแม้มันจะเก่งบาสแค่กลางๆในกลุ่มเพื่อนที่เล่นด้วยกัน บางครั้งสิ่งที่ทำได้ดีกับสิ่งที่ชอบก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ถ้าย้อนกลับไปถามแม่ตอนที่ตัดสินใจเข้าเรียนวิทย์คอม แม่ก็คงตอบอย่างไม่ลังเลว่าลูกชายชั้นชอบคอม เห็นมันขลุกอยู่หน้าคอมทั้งวัน เรียนได้คะแนนดี คอมที่บ้านมันรื้อออกมาประกอบโน่นนี่จนเครื่องเยิน แล้วยิ่งจบออกมาได้ทำงานที่ดูมั่นคง ก็คงยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่าลูกชั้นคงเดินมาถูกทาง ถือเป็นความโชคดีและเป็นพระคุณอันล้นพ้นที่มีพ่อแม่ที่เข้าใจและส่งเสริมในเรื่องนี้มาตลอด อยากทำไรก็ได้ทำ อยากเรียนอะไรก็ได้เรียน มาจนถึงวันนี้ หลวมตัวมาเรียนถึงปริญญาโทแล้ว แถมไม่ได้เรียนแบบถูกๆ เสือกกระแดะมาเรียนที่นิวยอร์ค ทำงานไปเรียนไป แล้วก็จวนจะจบอยู่แค่เอื้อมอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบอยู่ดีว่าทำไมถึงมาเรียนคอม ว่าแล้วก็หาคำตอบกันต่อไป ค้นหาตัวเองก็ต่อไป แล้วก็ได้แต่หวังว่าเมื่อคำตอบมันมาถึงคงไม่ทำให้อะไรๆมันเปลี่ยนแปลงไปมากนักจากที่เป็นอยู่ 14 September 10 things people are likely to take New York wrongอะแฮ่ม หายหน้าหายตาไปนานหลังจากไม่อยู่ในอารมณ์จะมา up blog ซะงั้น
วันนี้กลับมาแล้วด้วย section ใหม่ เพิ่มส่วน d/l เพลงโปรด ไว้ให้มิตรรักแฟนเพลงได้เอาไปดื่มด่ำกำซาบกับเสียงเพลง
ใครอยากได้เพลงไรก็ request มาได้เลย มีไฟล์รึเปล่าอีกเรื่องนึงนะเฟ้ย แต่ถ้าเป็น bakery โอกาสมีจะสูงมาก เพราะเพิ่งได้ไฟล์มาทั้งโคตรแบบครบชุด
เอาละ เข้าเรื่อง
วันก่อนขณะกะลังห้อยโหนรถไฟตามยถากรรมอยู่ก็นึกได้ว่านี่กูมาอยู่ที่นี่ได้จะสองปีแล้วนี่หว่า มีหลายเรื่องเหมือนกันที่ตอนแรกเข้าใจผิดเกี่ยวกับเมืองนี้ ว่าแล้วก็ลองนึกดูว่ามีอะไรมั่ง
1. มาอยู่นี่แล้วจะเก่งภาษาขึ้นอีกโข
ไอ้เก่งมันก็คงเก่งขึ้นอยู่หรอก ยิ่งถ้าเป็นนักเรียนมาจากประเทศสารขัณฑ์อันไกลโพ้นด้วยแล้ว พอมันได้ใช้ภาษามันก็ต้องเก่งขึ้นบ้าง แต่ขอโทษ คงไม่เก่งขึ้นอีกโข เพราะที่นี่แม่งสำเนียงร้อยพ่อล้านแม่ อินเดีย จีน เมกัน สเปน ยุโรป แอฟริกา เกาหลี ญี่ปุ่น แล้วก็สำเนียงพี่มืด ตีกันวุ่นวายชิบหาย ถ้าอยากเก่งจิงก็ไปอยู่ boston หรือเมืองที่มีคนหลายเชื้อชาติน้อยกว่านี้ก็จะดีมั้ง
2. ที่นี่เป็นเมืองแฟชั่น ผู้คนต้องแต่งตัวกันหลากหลายเหมือนในหนังสือ
อันนี้ก็มีส่วนถูก แต่เท่าที่เห็นมาไม่เห็นมีใครจะมาสนใจเลยว่าจะแต่งตัวยังไง ฮิปปี้ กิโมโน โนบรา ผ่าข้าง คว้านหลัง หรืออะไรก็ใส่ไปเลย ไม่มีใครแคร์ไม่มีใครสน อยากใส่อะไรก็ใส่ เอาให้สะดวกสบายไม่ร้อนตาย ไม่หนาวน้องหนูก็พอแล้ว ไอ้ที่เหมือนในหนังสือก็มีบ้างแต่นานๆเห็นที เห็นแล้วก็งั้นๆแหละ เอ หรือว่าเราไม่กระตือรือร้นเรื่องแฟชั่นวะเนี่ย
3. ของทุกอย่างต้องแพงกระฉูดตูดบาน
ก็ไม่จำเป็น ของถูกก็มีแต่ต้องรู้แหล่ง ถ้าเงินหนาหน้าบางเดินเข้าร้านหรูก็ต้องหมดตูดเป็นธรรมดา อาหารราคาถูก ละครฟรี ดนตรีกลางแจ้งมีให้ตรึม ที่แพงจิงๆก็เห็นจะเป็นค่าเช่าบ้านซึ่งเวลาจ่ายเงินทีรู้สึกเหมือนโดนปล้นอยู่ทุกเดือน ทั้งที่ไอ้ที่อยู่ตอนนี้มันก็ไม่ได้แพงอะไรนักหนาแล้วนะเนี่ย
4. ที่มีโรงหนัง Art House เยอะ
เท่าที่เห็นมีอยู่ไม่กี่แห่งเองฮะพี่น้อง อยากดูทีต้องขวนขวายดูตารางอยู่ทุกวัน ไม่ได้มีไอ้เรื่องที่อยากดูมาให้ดูบ่อยขนาดนั้น ว่าแล้วก็เซ็งอดดูไปตั้งหลายเรื่อง ฮืออออออ
5. เป็นเมืองที่ไม่ยอมหลับ
หลายคนคงได้ยินประโยคที่ว่า The city that never sleeps แต่เอาเข้าจิงๆมันก็ต้องหลับนอนกันเหมือนกันนะฮะ ใครมันจะมาตื่น 24 ชม. ปรนเปรอบริการเปิดร้านกันได้ตลอด ไม่ใช้ 7/11 ซักหน่อย วันก่อนไปเดินแถว midtown ตอนเที่ยงคืนก็รู้สึกหวิวๆเหมือนกัน ไอ้ที่ว่าไม่หลับคงหมายถึงมีอะไรให้ทำอยู่ตลอดมากกว่า ซึ่งก็จิงแหละ แต่ก็ไม่ได้เห็นชัดเจนขนาดนั้น คนไปต้องรู้แหล่งจิงๆ นักท่องเที่ยวโง่ๆหลงออกมาเดินตอนตีสองก็ตัวใครตัวมัน
6. ไฟที่ฉายขึ้นฟ้าให้เหมือนตึก WTC ตั้งอยู่ที่ Ground Zero
งงอะดิ ไม่เป็นไร เด๋วฟังข้าเจ้าอธิบาย เรื่องมันมีอยู่ว่า ช่วง 9/11 เค้าจะเอาไฟสองดวงโคตรใหญ่ มาฉายขึ้นฟ้าให้เหมือนว่าตึก WTC ยังตั้งอยู่ตรงนั้น แต่ความจิงก็คือ ไอ้ไฟสองดวงนั่นไม่ได้ตั้งอยู่ที่ Ground Zero มันเจือกตั้งห่างลงไปทางใต้อีกตั้ง 5 Block แหนะ จบข่าว
จบแระ นึกได้แค่นี้แหละ จั่วหัวไว้ว่าสิบข้อให้มันดูเท่ห์ไปงั้นเอง วะฮะฮ่า 30 Juni Appleวันนี้เป็นอีกวันที่วงการธุรกิจและเทคโนโลยีต้องจดจำไปอีกนาน
29 มิถุนา 2007
วันที่เปิดขาย iphone เป็นวันแรก
หลังเลิกงานวันนี้ลองเดินไปที่ Apple store ที่ Fifth Avenue ดูเพราะได้ข่าวว่ามีคนมารอเข้าแถวซื้อ iphone กันตั้งแต่วันจันทร์ (วันนี้วันศุกร์)
และก็อย่างที่คิด รถทีวีจอดกันให้พรึ่บ คนรอกันเป็นแสน (แอบเว่อร์) แต่เยอะจริงๆ นักข่าวยืนรายงานข่าวกันทุกทำเลทีจะมองเห็นทางเข้าของ Store ที่เป็นกล่องกระจกใส และมีโลโก้ Apple อยู่ตรงกลาง ทุกครั้งที่ทางเจ้าหน้าที่เปิดให้คนทยอยเข้าไปทีละน้อย เสียงโห่ร้องก็จะดังขึ้นดีใจ ไม่รู้จะดีใจไปหาหอกอะไรเหมือนกัน
ที่แปลกก็คือทั้งที่ At&t ก็ขาย iphone เหมือนกัน แต่คิวรอซื้อสั้นกว่ามาก ไม่เหมือนที่ store ที่เล่นหอบผ้าผ่อนกันมาตั้งแคมป์
หลังจากเดินผ่านฝูงคนมาได้ก็เดินเลยไปหน่อยกะว่าจะไปขึ้นสาย F กลับบ้าน ตอนเดินก็มีหนุ่มสาวสองคนเดินผ่านไป มือซ้ายของชายหนุ่มถือถุง apple มีรูป iphone แปะหราอยู่ มือขวาถือถุงเช่นกันแต่เป็นถุงใส่ผ้าห่มหมอนและน้ำ ฝ่ายหญิงแบกเป้และเก้าอี้ชายหาดเดินเคียงคู่กันไป เป็นภาพที่ไม่ค่อยเห็นได้บ่อยนัก
ความพยายามของมนุษย์นี่อัศจรรย์จิงๆให้ตายเถอะ
นาย Jobs ตั้งเป้าไว้ว่าจะครองส่วนแบ่งการตลาดให้ได้ 1% ในปี 2008 แต่ขอโทษ อย่ามองว่า 1% นั้นเล็กน้อย ต้องเทียบกับจำนวนโทรศัพท์มือถือทุกรุ่นทุกยี่ห้อที่มือยู่บนพื้นพิภพนี่ซะก่อน แล้วต่อให้ 1% เล็กน้อยจิงๆ ก็ยังน่าทึ่งอยู่ดีกับการทำยอดให้ได้ภายในปีเดียว
Brand Awareness พุ่งกระฉูด
Stock Value ก็พุ่งด้วย
ความอัศจรรย์อีกอย่างคือภายใน 2 ชม.หลังจากเปิดขายเครื่อง ใน ebay ก็มีขายเช่นกันด้วยราคาแพงกว่า 6 เท่านั่นคือ $3000 เหรียญ
เอากะมันสิ 20 Juni ประชาธิปไตยวันนี้อยู่ดีๆก็นึกถึงตอนรับน้องปีสอง ช่วงเตรียมรับน้องปีนั้นพี่ปีสามคอมเปนัดเจอน้องปีสองเพื่อให้คำแนะนำ ไอ้เราก็ไปนั่งด้วย เพราะโดดเรียนไป เด็กเรียนที่ไหนกันล่ะ
วันนั้นนั่งโต๊กลุ่มซิกม่ากะอีกหลายคนในคอมเป ไอ้เราเป็นแค่คอมปกคนเดียว ทั้งหมดประมาณ 7-8 คนได้
เรื่องที่พี่แนะนำอย่างอื่นในวันนั้นคืออะไรจำไม่ได้ ไม่สำคัญ จำได้อย่างเดียว
"พวกมึงอย่าทำงานกันด้วยประชาธิปไตย ประชาธิปไตยแม่งก็เผด็จการเสียงข้างมากดีๆนี่เอง เด๋วคนกลุ่มน้อยที่คิดดีแม่งจะเสียกำลังใจในการทำงาน
พวกมึงโตๆกันแล้วมีปัญหาหรือจะตัดสินอะไรก็คุยกันด้วยเหตุผล อย่าใช้ประชาธิปไตยโหวตเสียงกัน"
คำแนะนำนี้มาจากเด็กนักศึกษาที่ขับรถหรูมาเรียน ใช้มือถือรุ่นล่าสุด ห้อยทองเส้นโต แต่งกายเนี้ยบ ปลดกระดุมเสื้อนักศึกษาสองเม็ดบนโชว์อก รองเท้ามันแผลบ และกำลังจะโดนไทร์ในไม่ช้า
เรื่องคุยวันนั้นมีอีกเยอะ แต่ก็อย่างที่บอก จำไม่ได้แล้ว
ถึงวันนี้นึกถึงประชาธิปไตยทีไรคำแนะนำนี้แล่นเข้ามาในหัวทุกที
18 Juni กุญแจหลอดไฟไส้ขาด
หยิบเหรียญใส่กระเป๋า
เดินออกจากบ้านไปร้าน hardware
ล็อกห้อง
ล็อกประตูบ้าน
เขย่ากระเป๋ากางเกง
เหรียญไม่ใช่กุญแจ
กุญแจอยู่ในห้อง
มือถือก็อยู่ในห้อง
คนอื่นไม่อยู่บ้าน
ซวย T_T
ขึ้น subway ไปมหาลัย
เข้าห้องคอม
หาเบอร์เพื่อน
หา quarter
ซื้อน้ำส้ม
หา quarter
โทรหาเพื่อน
หา quarter
โทรหารูมเมท
นั่งรถไฟกลับบ้าน
โทรหารูมเมท
เข้าบ้าน
....รวมเวลาสอง ชม ครึ่ง
บทเรียน : อย่าพกเหรียญ quarter เกินสองเหรียญเวลาออกจากบ้าน 09 Juni BDit passes midnight now
again,
today is the day that make me feel that time is more precious than anything
that make itself stand out from the other days in the calendar
that let me see myself through the looking glass back into the past of my life
i usually forget the day
let it passed by every year and never paid much attention to it
no celebration
no party apparently somebody remember it
although i dun even talk to them that often
a call from someone took me back in time to the hidden part of my memory
good times, old times, bad times came back in mind like they happened yesterday
thank you
i'm touched and overwhelmed
your wish and blessing are what matter most
and may all of u be happy and cheerful
i'll see u again... soon
11 Mai สอบเสร็จแล้วโว้ยยยยยในที่สุด วันนี้ก็มาถึง วันที่สอบเสร็จ
วันที่ไม่ต้องไปเรียนตอนเย็น
ไม่ต้องกังวลเรื่องงานกลุ่ม
ไม่ต้องกังวลว่าจะไปเรียนสาย
ไม่ต้องกังวลว่าหัวหน้าจะเขม่นเพราะออกมาจากที่ทำงานก่อน
ไม่ต้องหิวตอนเรียน
อื่นๆอีกมากมาย
แม่งเล่นเอาซะเหนื่อย
ไม่มีเวลาทำไรอย่างอื่นเลย
หนังก็ไม่ได้ดู
ทีวีก็ไม่ได้ดู
เพลงก็ไม่ค่อยได้ฟัง
โอว ชีวิตรันทดนะเนี่ย
แต่ที่บ่นๆมาก็มันส์ดี
อีกสองอาทิตย์เปิดเทอม
ค่อยกังวลต่อ
27 März Why do we fall?I fell 2 weeks ago.
Been using this street since I was here for the first couple months. The view is wonderful. Nice neighborhood. Great restaurants. Friendly people.
It was a typical day as usual. I knew it was coming and no matter how well I prepared, I still fell.
I had fell badly on this street before but I gave it a chance. After then, everything changes. Awareness level has been raised since.
Weird thing is it isn't hurt as much as the first time although the wound is pretty deep. Blood still pours out of it from time to time.
Stop walking on that street seems to be the best suggestion everyone told me to do ... and after thorough consideration, I hesitatingly and finally agreed.
The past 2 weeks for me had been a solitude coz there is no need to walk on that street anymore.
Sometimes deep feeling inside surrenders to the bonding that was created and I grieved.
This isn't the first time and it won't be the last time.
If somebody asks you why do we fall, the answer is simple; so we can learn to picked ourselves up :-)
Have a nice day.
25 März Wasted Timeเป็นไงมั่ง เอามือปิดหน้าร้องไห้มาอีกแล้ว อกหักมาอีกแล้วละสิ
คงคิดว่าสุดท้ายก็อยู่คนเดียวอีกแล้ว ชีวิตนี้จบสิ้นแล้วสินะ
เวลาที่เธอเดินไปตามท้องถนนคนเดียว ก็ได้แต่นึกว่าเรื่องราวมันเป็นแบบนี้ได้ยังไง
ถึงผู้คนจะเดินผ่านไปมากมาย เธอก็ได้แต่เฝ้านึกเสียใจที่รั้งเค้าไว้ไม่ได้อยู่ท่าเดียว
แล้วก็ไม่คิดว่าจะต้องมาเหลือตัวคนเดียวตอนนี้
รู้หรอกว่าคิดอะไรอยู่
คิดว่าไอ้ที่ผ่านมามันเสียเวลาชะมัดสินะ
เธอไม่ได้รักเค้ามากมายอะไรนักหรอก
เธอแค่รู้จักเค้าดีเกินไปก็เท่านั้น ปล่อยเค้าไปเถอะ
จากนี้ก็ใช้ชีวิตแต่ละวันให้คุ้มค่า นึกถึงอนาคตเข้าไว้
แล้วเวลาก็จะผ่านไปไวเหมือนติดปีก
เวลามีเรื่องร้ายๆเข้ามา เธอจะได้มีแรงฝ่าฟันมันไปได้
แล้วเธอจะรู้ว่ายังมีอะไรอีกหลายอย่างให้ทำ
เพียงแค่เราเลิกคิดถึงเรื่องเสียดายเวลาที่ผ่านมา
บางครั้งเราต้องปล่อยวางซะบ้างถ้าเราอยากก้าวต่อไป
เธอค้นหาคนของเธอต่อไปเถอะนะ ฉันก็จะค้นหาของฉันเหมือนกัน
แล้วซักวันเราจะค้นพบว่า ไอ้ที่ผ่านมาหนะ มันไม่ได้เป็นการเสียเวลาอะไรเลย :-)
(จากการฟัง Wasted Time ของ Eagles) 22 März The one with the studyLet's start today's blog by naming blog as friend's episode naming
First, we list the homework , report and assigment we need to do
INB 640 : International Business
- Study for exam on this 29th
- Report on IKEA in China due.....? (no idea wa)
MGT641 : Mgmt of Innovation and Technology
- Take home Exam due on 28th
- Report on Technology Outsourcing (1st draft this 29th)
IS623 : System Analysis and Design
- 5 Dataflow Diagram due.... 27th
- Presentation of feasiblity study on Apr 4th
- Project on Drug Syndicate due last session May sth.
Percent complete on those tasks? ZERO
Fuck! I love my life. 20 März หน่อยคืนหนึ่งของวันเสาร์ เพื่อนสมัยเรียนประถมมัธยมนั่งรถไปด้วยกันสี่คน
เราเพิ่งกลับจากกินข้าวเหนียว หมูปิ้ง ส้มตำสุดอร่อยที่บ้านไอ้หนอนแถวลาดพร้าว
พวกเรามันจะหากิจกรรมกินข้าวสังสรรค์ด้วยกันเสมอทุกๆเสาร์หลังจากเตะบอลที่โรงเรียนเสร็จ
เสาร์นี้ไอ้หน่อยว่างเลยแวะมาเจอพวกผมด้วย ทั้งที่ปกติก็ไม่ค่อยได้เห็นหน้ามันเท่าไหร่
ตอนนี้มันอยู่ปี 5 ถาปัดที่ abac เรียนใกล้จบแล้ว
ผมจำไม่ได้ว่าวันนั้นนอกจากไอ้ไก่กับผมแล้ว มีใครนั่งอยู่ในรถอีกบ้าง รู้แต่ว่าหน่อยเป็นคนขับ
"เฮ้ย อาทิตย์คณะกูมีรับน้องว่ะ ไปภูเก็ต พวกมึงสนใจป่าวว่ะ" หน่อยถามขณะขับรถไปตามซอกซอยอันคดเคี้ยวแถวบ้านไอ้หนอน
ผมหูผึ่ง โว้ว สาวเอแบคเชียวนะนั่น อยากไปว่ะ แต่นะ ผมไม่ได้สนิทกะไอ้หน่อยขนาดนั้น ถ้าไปกะมันคนเดียวคงกร่อย
หันไปมองไอ้ไก่ว่ามันจะตอบว่าไง เผื่อมันไปผมจะได้ติดไปด้วย เหอๆ
ไอ้ไก่บอกว่าสัปดาห์หน้าไม่ว่าง ต้องไปงานอะไรสำคัญซักอย่าง ไอ้เชี่ยนี่ก็งี้ ติดงานตลอด สรุปว่างานนี้เลยอดไป
"ถ้าพวกมึงไม่ว่างก็ไม่เป็นไรนะ วันใกล้ๆถ้าเปลี่ยนใจค่อยโทรมาบอกกูก็ได้"
กูก็อยากไปอะนะ แต่กูไม่มี่แนวร่วมมมมมม ผมนั่งพึมพำในใจ พลางมองไอ้หน่อยที่ยังคงขับรถอย่างเมามัน
ไม่นานเราก็ออกมาที่ถนนใหญ่ ผมขอตัวลงก่อนเพื่อต่อรถเมลล์กลับบ้าน ส่วนไอ้หน่อยก็กลับบ้านมันไป
บมสนทนาวันนั้นก็มีเท่านี้
แล้ววันรับน้องของถาปัด abac ก็ผ่านไป วันจันทร์หลังจากวันนั้นผมก็ได้รู้ว่า
........หน่อยไม่มีโอกาสกลับมาจากทริปรับน้องครั้งนั้นอีก
หน่อยเสียชีวิตเนื่องจากจมน้ำที่ภูเก็ต
บทสนทนาครั้งสุดท้ายวันเสาร์ที่แล้วก้องขึ้นมาในหัวของผมอีกครั้ง
อะไรกัน เสาร์ที่แล้วกูยังคุยกะมึงอยู่เลย มึงยังชวนกูไปรับน้องกะมึงอยู่เลย
แล้วนี่มันอะไรกัน!!!!!!!!!!
จนปัจจุบัน ผมก็ยังไม่ได้คำตอบ
รู้เพียงแต่ว่าชีวิตมันสั้นจริงๆ..........
หน่อย เราคืดถึงนายว่ะ อีกไม่กี่สิบปีเด๋วจะตามไป
18 März Moving dayวันนี้ตั้มย้ายบ้าน ตอนเช้าหนูใหม่ไปช่วยเก็บของแล้วก็เอาของขึ้นรถเพื่อย้ายจาก woodside มา elmhurst
น่าสงสารหนูใหม่ เป็นเพียงสาวน้อยตัวเล็กๆกลับต้องมาใช้งาน ขนของ ขับรถเยี่ยงกรรมกร เช่นนี้
การขนของไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น การกลับบ้านก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น
มีแค่เรื่องเล็กๆว่าโทรไป uk เพราะว่าอยากใช้บัตร jmd ที่หุนหันพลันแล่นซื้อมาตอนอยากโทรกลับเมืองไทย แต่เปลี่ยนใจเอาไปโทรไป uk แทน
การสนทนาก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น เสียงดังอื้ออึงกลบเสียงคุยจนแทบไม่รู้เรื่อง คิดแล้วหงุดหงิดอยากหายตัวไปคุยข้างๆให้รู้แล้วรู้รอดไป
อยากได้พลังที่จะสามารถทำอะไรก็ได้ให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่เราต้องการ
ว่าแล้วก็นึกถึง Bruce เมื่อคืน Bruce ก็เป็นคนหนึ่งที่อยากได้พลังนั้น เขาใช้พลังจากพระเจ้าอย่างพลั้งเผลอจนทุกสิ่งอยู่นอกเหนือการควบคุม
จนถึงที่สุดเรื่องราวบานปลาย เขาจึงตัดสินใจตะโกนเรียกพระเจ้า
พระเจ้าสอน Bruce อย่างน่าคิด
"การที่แม่หม้ายเลี้ยงลูกคนเดียวที่ทำสองงาน แต่สามารถหาเวลาไปดูลูกแข่งฟุตบอลต่างหาก ถึงเรียกว่าปาฏิหาริย์
เด็กที่ปฏิเสธยาเสพติด แต่ใฝ่เรียนต่างหาก ที่เรียกว่า ปาฏิหาริย์
มนุษย์ทุกคนมีพลังอยู่ในตัวอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องพึ่งพระเจ้า
ถ้าอยากเห็นปาฏิหาริย์ ก็เป็นปาฏิหาริย์ซะเองสิ"
17 März The day I am sickWaking up with sore throat, dry mouth and headache wasn't really a good start.
Today is supossed to be the day that I can really stay focus and give time to myself.
and so far... it is. 13 März Sex and the CityHaha
Dont get things wrong by just reading the headline.
This is the first time I write 2 blogs in one day, and this happens because I just saw Carry and Miranda having a fight.
Carry wants to move to France with russian boyfriend and gives up writing column.
Miranda doesn't understand why she has to leave the city and follow other's life. Miranda said "You're living in a fantasy".
and that's the end of the story. the conversation of them concludes things that happend as inreconcilable difference of opinion.
Enjoy. |
|
|