| Phanuphon's profilemy spacePhotosBlogLists | Help |
|
|||||
|
December 26 The curious case of Benjamin Button (pdf) One thing I always do before watching a movie is finding out whether the movie was adapted from a book. If it was, I would try to read the story in the original format first. Same thing happened to the movie which is about to release very soon. The curious case of Benjamin Button, directed by one of my favorite directors of all time: David Fincher, based on the short story with same name written by F.Scott Fitzgerald. Here's the link to the pdf file. Enjoy. December 21 Man on Wire ชีวิตที่เดินอยู่บนเส้นด้ายIt was a crime. Incredibly Risky. Highly Illegal.....Definitely crazy
วันก่อนเข้า imdb ปรากฏว่าเรื่อง Man on Wire ยังฉายอยู่ที่ Landmark Sunshine Theatre อยู่เลยสงสัยว่าทำไมมันยังอยู่วะเนี่ย ตูไปดูมาได้สามเดือนแระ แถมหนังมันเข้าก่อนจะไปดูได้สองเดือนมั้ง จะครึ่งปีแระ ยังไม่มีวี่แววว่าจะออก สันนิษฐานว่าหนังคงดีจิงๆ ไม่ทาง Landmark ก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาฉายเลยปล่อยฉายยาวขนาดนี้
ว่าแล้วก็ขอเล่าถึงหนังเรื่องนี้หน่อยในฐานะที่เป็นหนังเรื่องล่าสุดที่ไปดูในโรงมา (ก็แน่สิ ตอนนั้นหาบิทโหลดไม่ได้นี่หว่า) และต้องออกตัวว่าหนังเรื่องนี้จะลดความสนุกไปพอสมควรถ้าไม่เคยมานิวยอร์ค และไม่เคยเห็นตึก WTC ซึ่งจริงๆก็ไม่เคยเห็นหรอก เห็นแต่ Ground Zero นับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่การเคยอยู่ในบริเวณที่เคยเกิดเหตุมันได้อารมณ์กับการดูหนังมากกว่าจิงๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังเรื่องอะไรก็ตาม
ความอยากดูหนังสารคดีเรื่องนี้มาจากการที่เข้าไปดู rating ที่ Rottentomatoes.com แล้วเจอหนังอยู่เรื่องนึงซึ่งได้ rating 100% จากนักวิจารณ์เกือบ 100 คน ซึ่งนับว่าสุดยอดมาก เพราะขนาด Wall-E กะ Dark Knight ยังได้ 90 กว่าๆเลย แล้วมรึงเป็นครายถึงบังอาจได้ 100% (สามเดือนให้หลังจากที่ดูก็ยัง 100 อยู่) เลยเข้าไปดูหนังตัวอย่างซะ แล้วก็โดนเข้าให้ รีบขวนขวายหาโรงฉายแทบไม่ทัน
หนังเล่าเรื่องราวของนักกายกรรมไต่ลวดชาวฝรั่งเศส Philip Petit และกลุ่มเพื่อนที่สร้างวีรกรรมที่ลักลอบนำเคเบิลหนักรวมกว่า 2 ตันไปขึงระหว่างตึก WTC และเดินไปกลับ 8 รอบเป็นเวลา 45 นาทีจนเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลกในปี 1974 และได้รับการขนานนามว่าเป็น The artistic crime of the century โดยหนังเล่าถึงแรงบันดาลใจของตัว Petit เอง การวางแผนที่นานถึง 6 ปี เริ่มตั้งแต่ตึกยังไม่ถูกสร้าง และนำคนดูไปรู้จักกับบุคลิกของ Petit ผ่านทางมุมมองของตัว Petit เองที่เป็นคนชอบความท้าทายและทะเยอทะยาน รวมไปถึงมุมมองจากคนรอบข้างที่มองเห็นเขาเป็นคนที่มีเอกลักษณ์และความโดดเด่น มากกว่าจะมองว่าเขาเป็นไอ้บ้าตัวนึง แถมยังมีการจำลองเหตุการณ์บางตอนขึ้นมาใหม่ให้ผู้ชมได้รับรู้ถึงรายละเอียดและเข้าใจ
เหตุการณ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
หนึ่งในความสุดยอดของหนังสารคดีเรื่องนี้คือการเล่าเรื่อง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำภาพยนตร์ ตัวเนื้อเรื่องและเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นไปแล้วและทุกคนก็รู้จักเป็นอย่างดี แต่ความท้าทายอยู่ตรงที่จะเล่าเรื่องที่ทุกคนรู้อยู่แล้วให้น่าสนใจและน่าติดตามอย่างไร แง่มุมไหนที่จะสามารถดึงออกมารองรับเรื่องราวและผลักดันเนื้อเรื่องให้ดำเนินไปได้อย่างไม่ติดขัด ซึ่งหนังเรื่องนี้ตอบโจทย์นี้ได้อย่างสมบูรณ์
และที่สำคัญหนังได้เล่าที่มาที่ไปของตัวละครหลักสำคัญตัวจริงของเรื่องนั่นก็คือตัวตึก WTC เองให้คนดูได้รู้จักไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวขณะก่อสร้าง จำลองโครงสร้างภายในบางส่วนขึ้นมาใหม่ และนำเอาฟุตเทจเก่าๆของตัวตึกมาให้ตัดสลับกับเหตุการณ์ปัจจุบันได้อย่างกลมกลืน ทำให้คนดูได้รับรู้ถึงสภาพและลักษณะของตึกที่มีผลต่อภารกิจเสี่ยงตายของ Petit ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นลิฟท์ บันได บริเวณดาดฟ้า ทางเข้าบริเวณ Lobbyนอกจากบทสรุปในตอนท้ายนั้นจะตอบคำถามของคนหลายๆคนที่นอกจากจะอยากรู้ว่า Petit ทำได้อย่างไรแล้ว ยังเป็นการให้ความกระจ่างให้กับคำตอบของคำถามที่ยิ่งใหญ่กว่าและเป็นดูเหมือนจะเป็นคำถามเดียวที่ Petit ถูกถามโดยผู้สื่อข่าวทุกสำนักที่มารอทำข่าวขณะถูกควบคุมลงมาจากตึกว่า "ทำลงไปทำไม"
ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือหนังไม่ได้พูดถึงเหตุการณ์ 9/11 เลยแม้แต่นิดเดียว
สุดท้ายก่อนจบบทความวันนี้ขอเอาคำของ Philip มาปล่อยซะหน่อย ซึ่งเป็นประโยคที่อยู่ใน Trailer และถือได้ว่าเป็น Theme ที่แท้จริงของหนังสารคดีเรื่องนี้
"Life should be lived on the edge. See every day as a true challenge and then you live your life on a tightrope"
June 13 Stuck In A Moment You Can't Get Out Of.... May 06 สะบายดีในที่สุดการรอคอยก็หดสั้นลง พร้อมกับความทรงจำที่ยาวนานที่ย้อนกลับมาแล่นในสมองอีกครั้งหลังจากที่ได้ดูหนังตัวอย่างเรื่อง สะบายดี หลวงพระบาง
ย้อนกลับไปประมาณเดือนธันวาคม ปี 2005 ก่อนจะต้องระเห็จมาอยู่ที่นี่ ด้วยความที่ไม่เคยออกนอกประเทศมาก่อนเลย เลยตั้งใจว่าจะแบ็กแพ็คไปลาวคนเดียวซักอาทิตย์นึงด้วยงบประมาณ 5000 บาท รวมค่าเดินทางและกินอยู่เสร็จสรรพ วางแผนเป็นอย่างดี พร้อมซื้อหนังสือไกด์และฝึกพูดลาวหรือเว่าอีสานอยู่เป็นนาน(ตั้ง1 อาทิตย์)
เล่าให้เพื่อนเป็ดฟัง มันเลยสนใจอยากไปด้วย เลยกลายเป็นทริปคู่หูดูโอ
เริ่มต้นเดินทางด้วยการนั่งรถทัวร์ไปที่เชียงรายก่อนเพื่อเยี่ยมหมู่บ้านกระจกเงาที่เคยมาออกค่ายสองครั้งเป็นเวลาสองวัน จากเชียงรายนั่งรถต่อไปที่ท่าทรายเพื่อขึ้นเรือล่องโขงลงมายังหลวงพระบาง อยู่ที่หลวงพระบางประมาณสองสามคืนก่อนนั่งรถมาที่วังเวียง แล้วก็ต่อรถหวานเย็นมาที่เวียงจันทร์ ค้างที่เวียงจันทร์ แล้วค่อยข้ามสะพานมิตรภาพหนองคายมาขึ้นเครื่องบินที่อุดรกลับกรุงเทพ
ดูหนังตัวอย่างแล้วก็นึกถึงหลายๆที่ที่เคยแวะไป ไม่ว่าจะเป็นวัด ตลาดกลางคืน(ตลาดมืด)ที่หลวงพระบาง ประตูชัยที่เวียงจันทร์ ฯลฯ รวมถึงวีรเวรกรรมเล็กๆระหว่างทาง
เสียดายอยู่นี่คงได้แต่รอดูวีซีดีหลังหนังออกโรง แล้วก็รอคอยให้เวลาที่นี่เดินเร็วๆ เผื่อว่าวันนึงจะได้กลับเมืองไทยแล้วค่อยไปเยือนลาวอีก
การเดินทางทำให้คนเราเติบโตได้จริงๆ
May 04 The Last Lectureวันนี้เข้า amazon.com แล้วก็เพิ่งสังเกตว่าหนังสือที่ขึ้นอันดับหนึ่งมาตั้งแต่เดือนมีนาคมมีชื่อว่า The Last Lecture ก็เลยสงสัยว่าทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงอยู่ในอันดับได้ถึงสองเดือน ดูชื่อคนเขียนถึงได้จำได้และเข้าใจ ที่แท้ก็ Randy Pausch นี่เอง
สำหรับคนที่ไม่รู้จัก...
Prof Randy Pausch เป็นอาจารย์ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่ Carnegie Mellon University หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีภาควิชา Computer Science ที่ดีที่สุดในโลก เดือนสิงหาคมปี 2007 หมอตรวจพบว่าเค้าเป็นมะเร็งในตับที่เรียกว่า Terminal Pancreatic Cancer และจะมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน
วันที่ 19 กันยายนปีเดียวกัน เขาเลคเชอร์ครั้งสุดท้ายเป็นการสั่งลา พูดถึงการสร้างแรงบันดาลใจและการเติมเต็มให้ความฝันในวัยเยาว์ คลิปวีดีโอถูกอัพโหลดขึ้นอินเตอร์เนทมีคนดูหลายล้านคน หนังสือ รายการทีวีต่างรุมสัมภาษณ์ เขากลายเป็นคนดังไปในทันที
คนที่สนใจเข้าไปดูได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=ji5_MqicxSo อันนี้เป็น version 76 นาที ส่วนเวอร์ชั่นเต็มประมาณ 106 นาทีที่รวมพิธีมอบของและให้กำลังใจประมาณ 20 นาทีดูไปตอนเดือนกันยาปี 2007 ไม่รู้หายไปไหนแล้ว
อีกอันนึงขอแถม เป็นคลิปวีดีโอที่ Steve Jobs กล่าวสุนทรพจน์ที่งานพีธีการจบการศึกษาที่ Stamford University ปี 2005 ซึ่งหลายคนอาจเคยได้รับ forward mail ไปอ่านแล้ว อันนี้ขอแนะนำให้ดูเป็นวิดีโอดีกว่า เพราะจะได้อารมณ์กว่าเยอะ จากการฟังน้ำเสียงและท่าทางการพูด ชมได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=UF8uR6Z6KLc
"Brick walls are there to prove how badly we want things" - Randy Pausch
"Stay hungry, stay foolish" - Steve Jobs
|
|
||||
my space2007@ny by eddie |
|||||
|
|